โป๊ปเรียกประชุมคณะคาร์ดินัล 26-27 มิ.ย. ย้ำ ศาสนจักรต้องเปลี่ยนจากการอภิบาลแบบตั้งรับไปสู่การทำพันธกิจ ใช้ภาษาเข้าใจง่ายและต้อนรับทุกคน
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ประกาศเรียกประชุมคณะคาร์ดินัลในวันที่ 26-27 มิถุนายนนี้ เพื่อสานต่องานและไตร่ตรองแนวทางของศาสนจักร
➡️ ทรงชี้ ศาสนจักรต้องเปลี่ยนจากการอภิบาลแบบตั้งรับไปสู่การทำพันธกิจ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและต้อนรับทุกคน
➡️ ทรงย้ำ พันธกิจของเราคือสื่อสารความรักของพระเยซู ไม่ใช่บังคับคนเปลี่ยนศาสนา อย่าทำงานแบบองค์กรทางโลกที่เอาแต่จ้องจะรักษาสถานภาพและขยายอำนาจของตัวเอง
➡️ ทรงสอน แม้เราจะอยู่ในศาสนจักรที่เป็นคนกลุ่มน้อย แต่ศาสนจักรก็ถูกเรียกร้องให้ดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญในฐานะฝูงแกะเล็กๆ ที่นำความหวังมาสู่ทุกคน
พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงส่งจดหมายถึงบรรดาคาร์ดินัล เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการเข้าร่วมการประชุมคณะคาร์ดินัลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมประกาศแจ้งกำหนดการประชุมคณะคาร์ดินัลครั้งต่อไปในปลายเดือนมิถุนายน 2026 และทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำพันธกิจตามแนวทางของสมณสาส์นเตือนใจ Evangelii Gaudium (ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร)
สำหรับเนื้อหาและบทแบ่งปันที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report สรุปประเด็นหลักมาให้ดังนี้
1. เรียกประชุมคณะคาร์ดินัล 26-27 มิถุนายน 2026
ประเด็นสำคัญที่สุดในจดหมายฉบับนี้คือ พระสันตะปาปาทรงขอบคุณบรรดาคาร์ดินัล พร้อมทั้งประกาศแจ้งกำหนดการประชุมล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อม
“พ่อขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการรับใช้และบทบาทของพวกท่านที่มีต่อชีวิตของศาสนจักร สำหรับการประชุมคณะคาร์ดินัลครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 27 มิถุนายน จะมีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมในเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการเตรียมการที่จำเป็น” พระสันตะปาปาตรัส
2. เราต้องกลับไปหาแก่นแท้คือ “การประกาศข่าวดี”
พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงข้อคิดเห็นจากการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งเน้นย้ำว่าสมณสาส์นเตือนใจ Evangelii Gaudium (ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร) ยังคงเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการประกาศข่าวดีเบื้องต้นในฐานะหัวใจของคริสตชนและศาสนจักร
“สิ่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นเสมือนสายลมอันสดชื่นที่สามารถริเริ่มกระบวนการกลับใจทางงานอภิบาลและทางพันธกิจ มากกว่าที่จะสร้างการปฏิรูปโครงสร้างในทันที และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการชี้แนะแนวทางแห่งการเดินทางของศาสนจักรอย่างลึกซึ้ง” พระสันตะปาปาระบุ
3. เปลี่ยนจากความเชื่อตามประเพณี เป็นความเชื่อที่สัมผัสได้จริง
พระสันตะปาปาทรงชี้ให้เห็นว่ามุมมองนี้ท้าทายศาสนจักรในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับบุคคลที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง
“ในระดับบุคคล มันเรียกร้องให้ผู้รับศีลล้างบาปทุกคนฟื้นฟูการพบปะกับพระเยซู โดยเปลี่ยนจากความเชื่อตามประเพณี เป็นความเชื่อที่สัมผัสได้จริง การเดินทางนี้ส่งผลต่อคุณภาพของชีวิตฝ่ายจิต ซึ่งแสดงออกผ่านการให้ความสำคัญกับการสวดภาวนาเป็นอันดับแรก ผ่านการเป็นพยานที่มาก่อนคำพูด และผ่านความสอดคล้องกันระหว่างความเชื่อกับชีวิต” พระสันตะปาปาทรงสอน
4. เลิกงานอภิบาลแบบตั้งรับ มุ่งหน้าทำพันธกิจ
ในระดับชุมชน พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้เปลี่ยนวิถีทางของงานอภิบาลใหม่ ให้มีความกระตือรือร้นในการทำงานพันธกิจมากขึ้น
“ในระดับชุมชน มันเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางการอภิบาลแบบตั้งรับไปสู่การทำพันธกิจ สิ่งนี้เรียกร้องให้ชุมชนต้องเป็นตัวแทนที่มีชีวิตของการประกาศ เป็นชุมชนที่ต้อนรับผู้อื่นโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เอาใจใส่ต่อคุณภาพของความสัมพันธ์ และสามารถเป็นสถานที่สำหรับการรับฟัง การเดินเคียงข้าง และการเยียวยารักษา” พระสันตะปาปาแบ่งปัน
5. พันธกิจคือการสื่อสารความรัก ไม่ใช่การบังคับคนเปลี่ยนศาสนา
พระสันตะปาปาทรงอธิบายถึงลักษณะของพันธกิจที่แท้จริงว่าต้องมีพระเยซูเป็นศูนย์กลาง และเกิดจากการดึงดูดใจมากกว่าการพยายามเอาชนะหรือครอบงำ
“นี่เป็นพันธกิจที่ครอบคลุมทุกด้าน การเป็นพยาน การอุทิศตน และการเสวนา และไม่ยอมตกหลุมพรางของการไปบังคับหรือยัดเยียดให้คนอื่นเปลี่ยนศาสนา หรือมัวแต่คิดแบบองค์กรที่เอาแต่จ้องจะรักษาสถานภาพและขยายอำนาจของตัวเอง”
“แม้ในยามที่ศาสนจักรพบว่าตนเองเป็นชนกลุ่มน้อย ศาสนจักรก็ถูกเรียกร้องให้ดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญที่เต็มเปี่ยมด้วยความไว้วางใจ ในฐานะฝูงแกะเล็กๆ ที่นำความหวังมาสู่ทุกคน โดยตระหนักดีว่าเป้าหมายของพันธกิจไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่คือการสื่อสารความรักที่พระเจ้าทรงรักโลก” พระสันตะปาปาทรงเตือนสติ
Source:
- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/letters/2026/documents/20260412-lettera-cardinali.html

Comments
Post a Comment