Wall Street Journal ออกบทความวิเคราะห์ “เมื่อโป๊ปอเมริกัน ต้องรับมือประธานาธิบดีอเมริกัน” ท่ามกลางโลกที่กำลังบ้าสงคราม

➡️ สื่อดังสหรัฐฯ ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เจาะลึกชี้ “โป๊ปเลโอ” กำลังเดินหน้าท้าทายต้านทานนโยบายสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง โดยเฉพาะประเด็นสงครามและการกวาดล้างผู้อพยพ


➡️ ชี้จุดแข็ง โป๊ปเป็นชาวอเมริกันที่เข้าใจการเมืองและสังคมสหรัฐฯ ทะลุปรุโปร่ง ทำให้นักการเมืองสหรัฐฯ ไม่อาจเพิกเฉยหรือปัดตกคำเตือนของพระองค์ได้เหมือนพระสันตะปาปาปองค์ก่อนๆ


➡️ เผยเบื้องลึก วาติกันเคยพยายามไกล่เกลี่ยเรื่องเวเนซุเอลาและปฏิเสธเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศวาติกันยอมรับ “ตอนนี้คนชอบใช้ปืนมากกว่าปากกา”



The Wall Street Journal (WSJ) สื่อยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่บทความวิเคราะห์เชิงลึกที่กำลังเป็นที่จับตามองในหัวข้อ “ชาวอเมริกันผู้เงียบขรึม: โป๊ปเลโอกำลังผลักดันต่อต้านทรัมป์อย่างไร” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 2,000 ปีของศาสนจักร เมื่อผู้นำสูงสุดของศาสนจักรคาทอลิกและผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ต่างก็เป็น “ชาวอเมริกัน” เหมือนกัน


Pope Report สรุปประเด็นที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์นี้มาให้อ่านกันดังนี้


1. เมื่อโลกบ้าสงคราม พระสันตะปาปาจึงต้องออกโรง


WSJ ชี้ให้เห็นว่า แม้พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 จะเริ่มต้นสมณสมัยด้วยความเงียบขรึม แต่ความขัดแย้งทั่วโลกที่ปะทุขึ้น ทั้งในยูเครน เวเนซุเอลา และตะวันออกกลาง ทำให้พระองค์ต้องออกมาปกป้องสันติภาพโลก


เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปาตรัสกับทูตทั่วโลกว่า “สงครามกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง มีความพยายามเปลี่ยนแปลงพรมแดนด้วยกำลัง ซึ่งคุกคามหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง” แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่ WSJ ระบุว่า นี่คือการส่งสัญญาณเตือนไปถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังแสดงแสนยานุภาพทางทหารในหลายพื้นที่


อลิสแตร์ ดัตตัน เลขาธิการของหน่วยงานคาทอลิกเพื่อการบรรเทาทุกข์ (Caritas Internationalis) ให้ความเห็นว่า “บรรดาคาร์ดินัลเลือกพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เพราะต้องการคนที่มีความประนีประนอม แต่ก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดต่อกรแบบตาต่อตากับบรรดาผู้ทรงอิทธิพลของโลกยุคนี้ได้”


2. จุดแข็งของ “พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน”


ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของพระสันตะปาปา เลโอ คือการเป็นชาวมิดเวสต์ที่เข้าใจการเมืองและสังคมอเมริกันอย่างลึกซึ้ง แหล่งข่าวระดับสูงของวาติกันบอกกับ WSJ ว่า นักการเมืองสหรัฐฯ ไม่สามารถ “ปัดตก” คำวิจารณ์ของพระองค์ได้ง่ายๆ เหมือนตอนที่โดนพระสันตะปาปาองค์ก่อนๆที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันวิจารณ์


เควิน เฮย์ส คาทอลิกชาวอเมริกันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้เรามีผู้นำสูงสุดของวาติกันที่เข้าใจวัฒนธรรมการเมืองของเรา มันไม่ใช่แค่พระสันตะปาปากำลังพูดกับคุณ แต่นี่คือชาวอเมริกันด้วยกันเองที่กำลังใช้สิทธิอำนาจทางศีลธรรมพูดกับคุณอยู่”


3. รอยร้าวชัดเจนเรื่อง “ผู้อพยพ”


ประเด็นที่สร้างรอยร้าวชัดเจนที่สุดคือ นโยบายกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์ โดยหน่วยงาน ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฯ) ซึ่งทำให้เกิดการจับกุมชาวลาตินจำนวนมาก สร้างความโกรธแค้นในกลุ่มคาทอลิกอเมริกันอย่างหนัก จนถึงขั้นที่สภาบิช็อปคาทอลิกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งปกติมักมีความเห็นต่างกัน ต้องโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์เพื่อประณามนโยบายนี้


พระสันตะปาปา เลโอ เคยตรัสเตือนนักการเมืองอเมริกันไว้ว่า “บางคนที่บอกว่าตัวเองต่อต้านการทำแท้ง แต่กลับเห็นด้วยกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพแบบไร้มนุษยธรรม พ่อก็ไม่รู้ว่าแบบนั้นจะเรียกว่าเป็นการสนับสนุนชีวิต (Pro-life) ได้อย่างไร”


คำพูดนี้ทำให้ทำเนียบขาวออกมาโต้โต้ทันที โดย ทอม โฮแมนผู้อำนวยการด้านพรมแดนของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นคาทอลิกด้วย ได้กล่าวสวนกลับพระสันตะปาปาว่า “ศาสนจักรคาทอลิกคิดผิด... ผมคิดว่าพวกเขาควรเอาเวลาไปซ่อมแซมศาสนจักรของตัวเองก่อนดีกว่า”


(ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทอม โฮแมน ออกมาวิจารณ์วาติกัน เพราะย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อพระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคริสตชนอเมริกัน เพื่อวิจารณ์นโยบายเนรเทศผู้อพยพของทรัมป์ว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โฮแมนก็เคยสวนกลับพระสันตะปาปา ฟรานซิส อย่างดุเดือดว่า “ในฐานะที่ผมเป็นคาทอลิกมาตั้งแต่เกิด ผมก็มีคำพูดที่รุนแรงจะบอกพระสันตะปาปาเหมือนกัน พระสันตะปาปาควรไปโฟกัสที่การซ่อมแซมศาสนจักรของตัวเองและปล่อยเรื่องพรมแดนให้เป็นหน้าที่เรา วาติกันเองก็มีกำแพงล้อมรอบไม่ใช่หรือไง”)


4. ยุคนี้ คนชอบ ปืน มากกว่า ปากกา


ในสมรภูมิการทูตระดับโลก วาติกันพยายามอย่างหนักที่จะเบรกทรัมป์ WSJ เผยว่า พระสันตะปาปา เลโอ ทรงปฏิเสธคำเชิญของทรัมป์ที่จะให้วาติกันเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า เวทีแก้ปัญหาโลกควรเป็นของสหประชาชาติเท่านั้น


นอกจากนี้ ในช่วงคริสต์มาส วาติกันเคยพยายามโน้มน้าวให้รัฐบาลทรัมป์แก้ปัญหาวิกฤตเวเนซุเอลาด้วยสันติวิธี โดยการให้ นิโคลัส มาดูโร ลี้ภัยไปรัสเซีย แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ทรัมป์ก็ตัดสินใจใช้กำลังเข้ายึดอำนาจมาดูโรทันที


อาร์คบิช็อป พอล กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของวาติกัน ได้สะท้อนความจริงอันน่าเศร้าของสถานการณ์โลกตอนนี้ว่า “ดูเหมือนว่าทางเลือกที่คนยุคนี้โปรดปรานมากที่สุดคือ ‘ปืน’ ไม่ใช่ ‘ปากกา’ แต่เราก็ยังกังขาว่า พวกเขาจะบรรลุเป้าหมายด้วยนโยบายทหารได้จริงหรือ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งต่างๆ มักจะไม่เคยจบลงตามที่ผู้นำจินตนาการไว้เลย”


Source:


- https://www.wsj.com/world/american-pope-leo-donald-trump-relationship-c5e7e0a1?mod=hp_lead_pos7 


Comments