Notes to myself: ความยุติธรรมของพระเจ้าทำงานเหมือน “ดอกเบี้ยทบต้น” มันล้ำลึก ใช้เวลายาวนาน และมักจะมองไม่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น เราจึงต้องทนทุกข์อยู่กับกระบวนการที่ยาวนาน



1. ทุกครั้งในช่วง Holy Week ผมจะชอบนั่งคิดถึงบทความ Dark Night of Soul ที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยเผชิญ และไตร่ตรองเข้ากับสิ่งที่พระเยซูตรัสครั้งสุดท้ายบนไม้กางเขนว่า “พระเจ้า ทำไมถึงทอดทิ้งข้าพเจ้า” (ผมเป็นคริสตชนธรรมดาๆคนหนึ่ง เป็นนักธุรกิจเจ้าของกิจการ ไม่ใช่นักบวช ดังนั้น ผมเขียนในมุมของคนธรรมดาๆที่เป็นคนบาป แต่เชื่อในพระเจ้า)


2. ในเชิงจิตวิทยา นี่คือเสียงสะท้อนในส่วนลึกของหัวใจเมื่อเราต้องเผชิญกับ “ความไม่ยุติธรรม” ที่พุ่งเข้าชนชีวิต เป็นวินาทีที่เราตั้งคำถามว่า “ทำไมเราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำไมพระเจ้าถึงเงียบ และทำไมเราถึงถูกทิ้งให้อยู่กับความเจ็บปวดเพียงลำพัง” มันคือการตัดพ้อในฐานะมนุษย์ที่มีความรู้สึก แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อในพระ


3. ปัญหานี้เกิดจาก Time Zone ที่ไม่เท่ากันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ความยุติธรรมตามประสามนุษย์คือการ “เอาคืน” แบบทันทีทันใด เพื่อเรียกคืนความถูกต้อง สะใจ หรือปกป้องชื่อเสียง แต่ความยุติธรรมของพระเจ้าทำงานเหมือน “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) มันล้ำลึกกว่า ใช้เวลายาวนานกว่า และมักจะมองไม่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น เราจึงต้องทนทุกข์อยู่กับกระบวนการ (Process) ที่ยาวนานนั้น


4. หากมองในมุมมองของนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ผมเป็น นี่คือช่วง Stress Test (การทดสอบความแข็งแกร่งของพอร์ตชีวิต) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “โจ๊บ” (Job) ที่สูญเสียทุกอย่าง หรือแม้แต่ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่เคยต้องเดินผ่านช่วงเวลา Dark Night of the Soul เผชิญวิกฤติชีวิตและถูกลดบทบาทอย่างหนัก แต่เมื่อผ่านการทดสอบที่ยาวนานนั้นได้ พระเจ้าจึงเลือกพระองค์ให้กลับมาเป็นคาร์ดินัลและก้าวขึ้นเป็นผู้นำศาสนจักรในที่สุด รางวัลของพระเจ้ามักจะมาในเวลาที่ “ใช่” เสมอ


5. หลายวันก่อน ผมได้อ่านบทความจากเพื่อนของผมใน HOW Club ที่ พี่กระทิง พูนผล อาจารย์ที่ผมเคารพมากๆ สรุปหนังสือ The Changing World Order ของ เรย์ ดาลิโอ ผมชอบข้อความที่บอกว่า “ประเทศที่เจริญแล้วคือประเทศที่น่าเบื่อ” เพราะประเทศเหล่านี้ไม่หวือหวา ไม่วิ่งตามกระแส แต่เน้นการวางรากฐาน ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ ทุกวันอย่างมีวินัย ทำสิ่งที่ถูกต้อง (ไม่ใช่แค่ถูกใจ) แม้ไม่มีใครบังคับ และเข้าใจว่าการพลิกโฉมประเทศต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ


6. ผมเลยคิดเล่นๆว่า คาทอลิกที่เติบโตในความเชื่อคือคาทอลิกที่ดำเนินชีวิตแบบน่าเบื่อ ผมเอา Framework นี้ มาสวมเข้ากับการดำเนินชีวิตแบบคาทอลิก เราจะพบสมการเดียวกัน นั่นคือ “ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่เกิดจากการทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำๆ ทุกวัน” ศาสนจักรคาทอลิกไม่ได้สอนให้เราใช้ชีวิตแบบหวือหวาตามอารมณ์ แต่สอนให้เราลงมือทำจนความดีทุกวัน ทำวันละเล็กละน้อย แต่ทำซ้ำๆ จนเป็นนิสัย 


7. ชีวิตคริสตชนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มักจะดูเรียบง่าย ธรรมดา และอาจจะ “น่าเบื่อ” ในสายตาของโลกที่เสพติดคอนเทนต์ฉาบฉวย การสวดภาวนา ทำหน้าที่ของตนเอง อดทน ยับยั้งชั่งใจ และลุกขึ้นกลับใจใหม่เมื่อทำผิด สิ่งเหล่านี้คือ Routine ที่ดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่มันคือการสร้างกล้ามเนื้อฝ่ายจิตให้แข็งแรง


8. คนเราไม่ได้เติบโตเพราะอารมณ์ดีหรือมีแรงบันดาลใจทุกวัน แต่เราเติบโตเพราะ “ยังคงเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ไม่อยากทำเลยก็ตาม” การทำดีแบบสม่ำเสมอในจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็น คือรากฐานที่ค้ำจุนความยิ่งใหญ่ของชีวิต อย่าเอาเสียงปรบมือของโลกมาเป็น KPI ในการวัดคุณค่าของตัวเอง อย่าทำดีเพราะอยากได้ยอด Like หรือคำชม แต่จงทำเพราะมันคือ Core Value ของเรา


9. คริสตชนที่มั่นคง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยพบเจอกับความขัดแย้งหรืออุปสรรคในชีวิต แต่คือคนที่ไม่ยอมให้อุปสรรคนั้นเหวี่ยงตัวเองหลุดออกจากแก่นแท้หรือตัวตนของตัวเอง ในยามที่เจอกับความมืดมิดหรือวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือหยุดบ่น แล้วลุกขึ้นมาลงมือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป 


10. อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของการเป็นคาทอลิกที่เติบโตที่ยั่งยืนคือ “ความสมถะและติดดิน” ในโลกธุรกิจ เมื่อเราประสบความสำเร็จ สิ่งที่มักจะทำลายเราก็คือ Ego และการหลงระเริงกับความหรูหรา สำหรับคริสตชน การระลึกอยู่เสมอว่า “เรามาจากไหน” คือเครื่องมือป้องกันความเย่อหยิ่งที่ดีที่สุด การไม่หลงไปกับภาพลวงตาของอำนาจ สิทธิพิเศษ หรือวัตถุ คือการรักษาแก่นแท้ของชีวิตไว้ ความหรูหราและเสียงเยินยอคือภาพลวงตาที่พร้อมจะดึงเราให้จมลงเมื่อเราเผลอ


11. ท้ายที่สุด ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วและเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา ความดีที่ยั่งยืนที่สุดคือความดีที่เรายังคงก้มหน้าทำต่อไปได้ แม้จะไม่มีใครชม ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครเข้าใจก็ตาม จงเป็นคริสตชนที่ดำเนินชีวิตให้น่าเบื่อเข้าไว้ ทำดีแบบเล็กๆซ้ำๆทำไปเรื่อยๆ แม้จะเราจะพบกับความไม่ยุติธรรมในวันนี้ แต่สุดท้ายแล้ว พระเจ้าจะคืนความยุติธรรมให้เราอย่างแน่นอน เหมือนอย่างที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยได้รับ และเหมือนบรรดานักบุญทั้งหลาย


Comments