โป๊ปเตือนสติเยาวชนเลิกบูลลี่กัน ย้ำ อย่าเป็นวัดที่คิดแต่เรื่องวัตถุ หลายครอบครัวเลิกมาวัด เราจะอยู่เฉยๆให้เขามาหาไม่ได้แล้ว

  • โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนสติเด็กและเยาวชน อย่าบูลลี่ อย่าใช้ความรุนแรง จงปฏิเสธความเกลียดชังและทุกสิ่งที่สร้างความแยกแตกให้เรา
  • ทรงสอน พระเยซูไม่เคยรังเกียจคนที่มีแผลในชีวิต เหมือนที่พระองค์ไม่ประณามและตำหนิหญิงชาวสะมาเรีย นี่คือพระเจ้าแห่งความประหลาดใจที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเรา
  • ทรงย้ำ อย่าเป็นวัดที่คิดแต่เรื่องวัตถุ หลายครอบครัวเลิกมาวัด เด็กและเยาวชนไม่ได้รับศีลล้างบาป เราจะอยู่เฉยๆให้เขามาหาไม่ได้ จำไว้ว่า งานฝ่ายจิตวิญญาณและงานธรรมทูตสำคัญกว่าเรื่องพวกนี้มาก
  • ทรงชี้ เขตวัดต้องเป็นเหมือน “แม่” ที่ไม่จ้องตัดสินลูก อย่าตัดสินประณามใคร ตรงกันข้าม จงต้อนรับ รับฟัง และสนับสนุนพวกเขาเมื่อต้องเผชิญกับอันตราย




ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จเยี่ยมอภิบาลและถวายมิสซาให้คริสตชนในเขตวัดซานตา มารีอา เดลลา เปรเซ็นตาซิโอเน่ ย่านตอร์เรเว็คเคีย กรุงโรม การเสด็จเยือนครั้งนี้นับครั้งแรกในรอบ 44 ปีที่พระสันตะปาปาเสด็จมายังเขตวัดแห่งนี้นับตั้งแต่ค.ศ. 1982


ในส่วนใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคน รวมถึงบทเทศน์ประจำมิสซา Pope Report สรุปมาให้ดังนี้


1. เยาวชนต้องรู้จักเป็นผู้สร้างสันติภาพ และเลิก “บูลลี่” (กลั่นแกล้งกัน)


ในการพบปะกับกลุ่มเด็กและเยาวชน พระสันตะปาปาทรงสอนเยาวชนเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน รวมถึงสอนพวกเขาว่าอย่า “บูลลี่” (กลั่นแกล้งกัน)


“เมื่อมีความยากลำบากหรือความเห็นไม่ตรงกันในกลุ่ม เราสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง พ่อขอย้ำว่าต้องไม่มีการบูลลี่ (กลั่นแกล้งรังแกกัน) ซึ่งมันมีหลายรูปแบบมากในกลุ่มเด็กและเยาวชน จงปฏิเสธความเกลียดชังและสิ่งที่จะสร้างความแตกแยก แล้วพยายามเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพให้ได้” พระสันตะปาปา ตรัสสอน


2. ผู้สูงอายุและผู้ป่วยคือคุณค่าของโลก


หลังจากพบเด็กและเยาวชน พระสันตะปาปาทรงพบกับผู้สูงอายุว่า “พวกท่านแต่ละคน แม้แต่คนที่อายุมากที่สุด ป่วยหนักที่สุด หรืออ่อนแอที่สุด ล้วนมีคุณค่าอย่างมหาศาล เพราะเราทุกคนถูกสร้างมาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า หลายครั้งที่โลกปัจจุบันอยากจะทำให้เราลืมความจริงข้อนี้ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เสียงของพวกท่าน การมีชีวิตอยู่ของพวกท่าน คำภาวนาของพวกท่าน แม้แต่ความทุกข์ทรมานของพวกท่าน ทั้งหมดนี้ล้วนมีคุณค่าอย่างมหาศาลในโลกปัจจุบัน”


นอกจากนี้ พระองค์ยังกล่าวติดตลกว่า “วันนี้เหมือนมีการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา (คอนเคลฟ) เล็กๆ เพราะมีคาร์ดินัลมาร่วมด้วย นอกจากนี้ วันนี้ครบ 10 เดือนที่พ่อได้รับเลือกเป็นบิช็อปแห่งกรุงโรมพอดีเลย” 


3. พระเยซูไม่เคยรังเกียจคนที่มีแผลในชีวิต


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงถวายมิสซาให้กับทุกคน พระองค์ทรงย้ำในบทเทศน์ว่าหญิงชาวสะมาเรียในพระวรสารคือตัวแทนของมนุษยชาติที่เต็มไปด้วยบาดแผล เธอต้องออกมาตักน้ำในเวลาเที่ยงวันซึ่งร้อนจัด เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาและอคติของชาวบ้านที่รังเกียจความล้มเหลวในชีวิตคู่ของเธอ


“พระเยซูทรงอ่านออกถึงเหตุผลของการถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ การแต่งงานที่ล้มเหลวและการใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบัน ทำให้เธอไม่คู่ควรที่จะไปรวมกลุ่มกับผู้หญิงคนอื่นๆในหมู่บ้าน แต่พระเยซูกลับนั่งอยู่ที่บ่อน้ำและไม่ลังเลจะคุยกับเธอ”


“เธอคงไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่า หญิงที่เต็มไปด้วยความละอาย บัดนี้กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี ผู้ที่เคยเงียบงันในหมู่บ้าน กลายเป็นคนประกาศข่าวดีสำหรับชาวเมืองทั้งหมด เธอวิ่งตรงไปหาบรรดาผู้ที่เคยตัดสินประณามเธอ เพื่อประกาศและเป็นประจักษ์พยานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น”


พระสันตะปาปาชาวอเมริกันยังยกคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส มาแบ่งปันว่า “นี่คือการที่พระคริสต์เปิดเผยให้เห็นถึง ‘พระเจ้าแห่งความประหลาดใจ’ ความประหลาดใจที่งดงามที่สุด ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้”


4. เขตวัดต้องเป็นเหมือน “แม่” ที่ไม่คอยตัดสินลูก


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงตระหนักดีว่าเขตวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความท้าทาย ทั้งความยากจน ปัญหาเยาวชนตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดและผู้ที่สิ้นหวัง


“เช่นเดียวกับที่บ่อน้ำในพระวรสาร มีชายและหญิงที่บาดเจ็บในจิตวิญญาณ ถูกลบหลู่ศักดิ์ศรี และกระหายหาความหวัง เดินทางมายังเขตวัดแห่งนี้ หน้าที่อันเร่งด่วนของพวกท่านคือการแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดของพระเยซู … พ่อขอให้กำลังใจพวกท่าน ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของเขตวัดเป็นเครื่องหมายของศาสนจักรคาทอลิกที่ทำหน้าที่ประดุจ ‘แม่’ ที่คอยดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ของตน โดยไม่ตัดสินประณามพวกเขา แต่ตรงกันข้าม คือต้อนรับ รับฟัง และสนับสนุนพวกเขาเมื่อต้องเผชิญกับอันตราย” พระสันตะปาปา ตรัสย้ำทิ้งท้าย


5. อย่าเป็นวัดที่คิดแต่เรื่องวัตถุ หลายครอบครัวเลิกมาวัด เราจะอยู่เฉยๆให้เขามาหาไม่ได้แล้ว 


หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงพบกับสภาภิบาลและฝาก “การบ้าน” ชิ้นสำคัญ นั่นคือการเป็น “ศาสนจักรที่ก้าวออกไปหาคนอื่น”


“ทุกวันนี้ เรามักไปกังวลแต่เรื่องทางวัตถุของเขตวัด ทั้งที่จริงแล้ว งานฝ่ายจิตวิญญาณและงานธรรมทูตสำคัญกว่ามาก ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่เลิกมาวัด มีเด็กและวัยรุ่นมากมายที่ไม่ได้รับศีลล้างบาป พวกเขาโตมาโดยไม่รู้จักพระเจ้า เพราะเราสูญเสียการถ่ายทอดความเชื่อไปแล้ว ดังนั้น เราจะมัวรอให้พวกเขาเดินมาหาเราไม่ได้ แต่ต้องหาทางก้าวออกไปให้ไกลกว่าเดิม เพื่อเชื้อเชิญและคอยเดินเคียงข้างคนเหล่านั้นที่อาจไม่เคยรู้จักของประทานแห่งความเชื่อเลย” พระสันตะปาปาทรงกล่าวย้ำ


Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/march/documents/20260308-visita-pastorale-parrocchia-settore-ovest.html


2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260308-visita-pastorale-settore-ovest.html 


Comments