นักเทศน์ประจำสันตะสำนัก ชี้ “สันติภาพเริ่มจากการกล้าเป็นผู้ต่ำต้อย” เตือนสติ เลิกหาข้ออ้างให้ “บาป” ว่าเกิดจากความอ่อนแอตามประสามนุษย์
➡️ คุณพ่อโรแบร์โต้ ปาโซลินี่ นักเทศน์ประจำสันตะสำนัก เทศน์มหาพรตครั้งแรกต่อหน้าพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ชี้ สันติภาพไม่ได้เกิดจากข้อตกลงทางการเมือง แต่เกิดจากคนที่กล้า “ยอมเป็นผู้ต่ำต้อย” และปฏิเสธการแก้แค้น
➡️ เตือนสติสังคมและศาสนจักร เลิกหาข้ออ้างให้ “บาป” ว่าเกิดจากความอ่อนแอตามประสามนุษย์ เพราะถ้าทำเช่นนั้น เราจะไม่ฝึกความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เราจะไม่ยอมรับว่าความชั่วร้ายมีอยู่จริง และความศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน
➡️ ย้ำ “ความถ่อมตน” ไม่ใช่การทำตัวให้ดูยากจน แต่มันคือการยอมรับความจริงว่าเราเป็นแค่มนุษย์ที่มีขีดจำกัด และต้องเรียนรู้ที่จะเป็นเหมือน “เด็ก” ที่กล้าพึ่งพาพระเจ้าเสมอ
ช่วงสายวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา คุณพ่อโรแบร์โต้ ปาโซลินี่ นักเทศน์ประจำสำนัก ได้เทศน์แบ่งปันในเทศกาลมหาพรตให้กับพระสันตะปาปาและสมาชิกโรมันคูเรีย การเทศน์นี้จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ไปจนถึงวันที่ 27 มีนาคมในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน
หัวข้อการเทศน์ในวันนี้คือ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นสิ่งสร้างใหม่ (2 โครินธ์ 5:17) การกลับใจสู่พระวรสารตามแบบนักบุญฟรานซิส” ครั้งแรก คุณพ่อปาโซลินี่ได้เน้นย้ำถึง “การกลับใจบนเส้นทางแห่งความถ่อมตน” ซึ่ง Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้
1. สันติภาพเกิดจากความกล้าที่จะเป็น “ผู้ต่ำต้อย”
คุณพ่อปาโซลินี่จากคณะคาปูชิน เริ่มต้นด้วยการชี้ว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การยอมทำตัวเป็น “ผู้ต่ำต้อย” ไม่ใช่แค่เรื่องนามธรรมหรือความสวยงามฝ่ายจิต แต่มันคือความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมต่อโลกใบนี้
“สันติภาพไม่ได้เกิดจากข้อตกลงทางการเมือง หรือกลยุทธ์ทางการทูตและการทหารเท่านั้น แต่เกิดจากชายและหญิงที่ค้นพบความกล้าที่จะยอมเป็นผู้ต่ำต้อย สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้คนก้าวถอยหลัง ปฏิเสธความรุนแรงในทุกรูปแบบ ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อการประจญให้แก้แค้นและเอาชนะกะเกณฑ์คนอื่น และเลือกที่จะพูดคุยกัน แม้สถานการณ์จะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ก็ตาม”
2. การกลับใจ ไม่ใช่การพึ่งพาขีดความสามารถของตัวเอง
เมื่อพูดถึงคำว่า “การกลับใจ” คุณพ่อปาโซลินี่เตือนว่า อย่าสร้างความเข้าใจนี้บนรากฐานที่เปราะบาง เพราะจริงๆ แล้ว การกลับใจคือการริเริ่มของพระเจ้าที่รอให้เราใช้เสรีภาพเข้าไปมีส่วนร่วม
"การกลับใจไม่ใช่ความพยายามที่จะแก้ปัญหาชีวิตด้วยกำลังของตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นการตอบสนองต่อพระหรรษทานที่ได้เข้ามาจัดระเบียบวิธีการรับรู้ การตัดสิน และความปรารถนาของเราเสียใหม่” คุณพ่อปาโซลินี่จากคณะคาปูชิน อธิบาย
3. เลิกหาข้ออ้างให้ “บาป” ว่าเกิดจากความอ่อนแอตามประสามนุษย์
ประเด็นที่น่าสนใจคือ นักเทศน์ประจำสำนัก ชี้ว่าทุกวันนี้คำว่า “บาป” กำลังจะหายไปจากสังคมและแม้แต่ในศาสนจักรคาทอลิกเอง
“ในความคิดทั่วไป และบางครั้งแม้แต่ในชีวิตของศาสนจักรคาทอลิก ทุกสิ่งถูกอธิบายว่าเป็นความเปราะบาง บาดแผล ข้อจำกัด และสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอม เมื่อมีการพูดถึงบาป มันมักจะถูกลดระดับลงเหลือเพียงความผิดพลาดหรือความอ่อนแอเล็กๆ น้อยๆ หากเราจำกัดตัวเองอยู่แค่นี้ เราจะสูญเสียความยิ่งใหญ่ของเสรีภาพและความรับผิดชอบของมนุษย์ไป”
“ถ้าเราไม่เชื่อว่า ‘ความชั่วร้ายจริงๆ’ มันมีอยู่ เราก็คงไม่เชื่อว่า ‘ความดีจริงๆ’ มันมีอยู่เช่นกัน ถ้าเราลบคำว่าบาปทิ้งไป ความศักดิ์สิทธิ์ก็จะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันที่จับต้องไม่ได้” คุณพ่อปาโซลินี่ ย้ำชัดเจน
4. ความถ่อมตน คือการยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาพระเจ้า
คุณพ่อปาโซลินี่ชี้ว่า นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซีไม่ได้เป็นแค่นักบุญแห่งความยากจน แต่ท่านไม่เคยแยกตัวเองออกจากความถ่อมตนเลย
“ความถ่อมตนไม่ได้ทำให้มนุษย์ยากจนลง แต่มันคืนมนุษย์ให้แก่ตัวเขาเอง มันไม่ได้ลดทอนเขาลง แต่ฟื้นฟูคนๆนั้นให้กลับสู่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง บาปเกิดจากการปฏิเสธความถ่อมตน นั่นคือการไม่ต้องการยอมรับตัวเองในฐานะมนุษย์ ที่มีขีดจำกัดและต้องพึ่งพาพระเจ้า ดังนั้น การกลับใจจึงต้องหมายถึงการกลับคืนสู่ความถ่อมตนด้วย”
5. จงเป็นเหมือน “เด็ก” ที่กล้าพึ่งพาพระบิดา
คุณพ่อปาโซลินี่อธิบายว่า ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของมนุษย์คือการยอมรับว่าเราอ่อนแอ เหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่ไม่อายจะอ้อนวอนขอสิ่งต่างๆ จากพ่อของตน การยอมเป็น “ผู้ต่ำต้อย” แบบนี้แหละ ที่จะดึงดูดความเมตตาจากพระเจ้าให้หลั่งไหลลงมาได้
“เมื่อเราตั้งใจเลือกที่จะเป็นผู้ต่ำต้อย เพราะเราตระหนักว่าแม้แต่พระเจ้าเองก็ยังทรงถ่อมองค์ลงมา และเราสัมผัสได้ว่าพระองค์ทรงต้อนรับและรักเรา”
ช่วงท้าย คุณพ่อปาโซลินี่ได้อ้างอิงถึงนักบุญเปาโลว่า “ความอ่อนแอไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะ แต่มันคือรูปแบบแห่งชีวิตของท่านในพระคริสต์” พร้อมเตือนสติว่า การเป็นผู้ต่ำต้อยมักถูกมองว่าทำได้เฉพาะตอนที่ชีวิตราบรื่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย
“ในความเป็นจริงแล้ว กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ในความขัดแย้งและความยากลำบากต่างหากที่การลดตัวลงเป็นผู้ต่ำต้อยนี้ยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก เมื่อสัญชาตญาณคือการปกป้องตัวเองหรือการบังคับคนอื่น นั่นคือจุดที่เราจะได้เห็นว่าเราได้เรียนรู้พระวรสารแห่งไม้กางเขนอย่างแท้จริงหรือไม่ อันที่จริงแล้ว แสงสว่างไม่ได้แสดงพลังของมันในตอนที่ทุกอย่างสว่างไสว แต่ในตอนที่ความมืดครอบงำต่างหาก” คุณพ่อ ปาโซลินี่ กล่าวทิ้งท้าย
Source:

Comments
Post a Comment