โป๊ปเยือนโมนาโก ชี้ศาสนจักรต้องเป็นผู้ปกป้องสิทธิของคนยากไร้ ชวนเยาวชนใช้การสวดภาวนาระงับความบ้าคลั่งของโลกยุคใหม่

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงชี้ พระเยซูคือผู้เสนอวิงวอนแทนเราในการปกป้องคนยากจน ศาสนจักรจึงต้องทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์ โดยเฉพาะคนยากจนทุกคน ➡️ ทรงตอบคำถามเยาวชน ย้ำ อย่าปล่อยให้ความบ้าคลั่งของโลกยุคใหม่ เช่น การแช็ทหรือดูวิดีโอบนโซเชี่ยล ลากเราออกห่างจากพระเจ้า แต่จงใช้การสวดภาวนาและช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบเพื่อเปิดประตูหัวใจให้พระเจ้า ➡️ ทรงชวนคริสตชนอุทิศตนเพื่อผู้อื่น พร้อมชี้ คำพูดและการกระทำที่เป็นพยานถึงความเชื่อ ไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ต้องมาจากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพระเจ้า



ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเริ่มต้นการเสด็จเยือนราชรัฐโมนาโกและอภิบาลคริสตชนที่นั่น โดยทรงเป็นประธานการสวดภาวนาตอนเที่ยงวัน ณ อาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล จากนั้นในช่วงบ่าย ทรงพบปะกับบรรดาเยาวชนและผู้เตรียมรับศีลล้างบาป บริเวณหน้าวัดแซงค์ ดีเวิต


ในส่วนของพระดำรัสที่พระสันตะปาปาตรัสกับทุกคน Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้


1. พระเยซูคือผู้เสนอวิงวอนเพื่อปกป้องคนยากจน


ในระหว่างการเทศน์สอนที่อาสนวิหาร พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการอธิบายบทบาทของพระเยซูคริสต์ ในฐานะ “ผู้เสนอวิงวอน” แทนมนุษยชาติต่อพระบิดา ซึ่งนำมาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของศาสนจักร


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ความเห็นอกเห็นใจและพระเมตตาของพระองค์ทำให้พระองค์เป็นผู้เสนอวิงวอนแทนเรา ในการปกป้องคนยากจนและคนบาป ไม่ใช่เพื่อโอนอ่อนผ่อนตามความชั่วร้าย แต่เพื่อปลดปล่อยพวกเขาจากการกดขี่และการเป็นทาส และเพื่อทำให้พวกเขาเป็นบุตรของพระเจ้าและเป็นพี่น้องกัน”


2. ศาสนจักรต้องเป็นผู้เสนอวิงวอนและปกป้องมนุษย์ โดยเฉพาะคนยากจน


จากนั้น บิช็อปแห่งกรุงโรม ทรงชี้ให้เห็นว่า ศาสนจักรเองก็ถูกเรียกให้ทำหน้าที่เป็นผู้เสนอวิงวอนและผู้ปกป้องมนุษย์เช่นเดียวกัน


“พ่อจึงคิดถึงศาสนจักรที่ถูกเรียกให้ทำตัวเป็นผู้เสนอวิงวอนแทนเรา นั่นคือผู้ปกป้องบุคคลมนุษย์ ปกป้องชายและหญิงทุกคน สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเส้นทางแห่งการไตร่ตรองเชิงประกาศกที่สำคัญ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมการพัฒนาอย่างครบส่วนของมนุษยชาติ”


“คริสตชนทุกคนต้องนำแสงสว่างแห่งพระวรสารไปสู่สังคม จงเสนอเส้นทางใหม่ๆ ที่สามารถสกัดกั้นกระแสของการดำเนินชีวิตโดยตัดพระเจ้าออกไป ซึ่งเสี่ยงที่จะลดทอนมนุษยชาติให้เหลือเพียงการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และทำให้ชีวิตสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของการผลิตความมั่งคั่ง” พระสันตะปาปาตรัสสอน 


3. อย่าให้ความเชื่อกลายเป็นแค่ความเคยชิน


พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ทรงเตือนสติว่า การประกาศพระวรสารและการดำเนินชีวิตคริสตชน แม้จะฝังรากลึกอยู่ในสังคมและเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียพลังและกลายเป็นเพียงกิจวัตรประจำวันที่ทำไปตามความเคยชิน พระองค์ทรงย้ำว่า ความเชื่อที่แท้จริงต้องมีลักษณะของการเป็นประกาศก คือต้องกล้าที่จะท้าทายสังคม กระตุ้นความคิด และตั้งคำถามเพื่อความยุติธรรมอยู่เสมอ


“ช่างสำคัญเหลือเกินที่การประกาศพระวรสารและการปฏิบัติความเชื่อ จะต้องปกป้องตนเองจากความเสี่ยงที่จะถูกลดทอนให้เหลือเพียงความเคยชิน แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม ความเชื่อที่มีชีวิตมักจะเป็นประกาศกเสมอ สามารถตอบคำถามและกระตุ้นความคิดได้” พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ


พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงชวนให้คริสตชนตั้งคำถามต่อสังคมว่า “เรากำลังปกป้องมนุษย์อย่างแท้จริงหรือไม่ เรากำลังปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลด้วยการปกป้องชีวิตในทุกช่วงวัยหรือไม่ รูปแบบเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันยุติธรรมและโดดเด่นด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงหรือไม่ มันมีจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ซึ่งช่วยเหลือและก้าวข้ามตรรกะแห่งการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีมูลค่าเท่ากัน เพื่อผลกำไรที่เป็นคำตอบในตัวมันเอง (สมณสาส์นความรักในความจริง ข้อ 38) เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้นหรือไม่” 


4. ความรักคือสิ่งที่ให้ความมั่นคงแก่ชีวิต (คำถามจากเบนฌาแม็ง)


ในช่วงเที่ยง ขณะพบปะกับเยาวชน ตัวแทนเยาวชน 4 คนได้ตั้งคำถามถึงพระสันตะปาปา โดยคำถามแรกมาจาก เบนฌาแม็ง นักศึกษาวัย 22 ปี เขาได้ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการ “ยังคงมีความมั่นใจและยึดมั่นในความหวัง ท่ามกลางปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งที่รุนแรง”


ในการตอบคำถาม พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำถึงความรู้สึกถึง “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ทั้งกับตนเองและกับผู้อื่น ซึ่งมาจากการพัฒนาความสัมพันธ์กับพระคริสต์


“ความรักคือสิ่งที่ให้ความมั่นคงแก่ชีวิต ก่อนอื่นคือประสบการณ์พื้นฐานของความรักของพระเจ้า และจากนั้น โดยการขยายผล คือประสบการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์และส่องสว่างของความรักซึ่งกันและกัน” พระสันตะปาปา ตอบคำถามให้เบนฌาแม็ง


5. การสวดภาวนาช่วยระงับความบ้าคลั่งของโลกยุคใหม่ (คำถามจากอันเดรญา)


คำถามถัดมา อันเดรญา หญิงสาวคาทอลิกวัย 24 ปีจากโปรตุเกส ถามว่า “ในช่วงเวลาแห่งความสงสัยและความว่างเปล่าภายในใจ หนูจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความเชื่อยังคงมั่นคงและมีชีวิตชีวา”


พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “ขจัดสิ่งกวนใจออกจากประตูหัวใจ” เพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้กับพระจิต


“สิ่งนี้เรียกร้องการสวดภาวนาและช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบและการไตร่ตรอง เพื่อระงับความบ้าคลั่งของการทำและการพูด ของข้อความ คลิปวิดีโอสั้น และการแช็ท ตลอดจนการใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นแบบเห็นหน้ากัน เพื่อลิ้มรสความงามของการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริงและจริงใจ” 


6. การเป็นพยานถึงความเชื่อต้องมาจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า (คำถามจากเอธานและโซฟี)


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงตอบคำถามจาก เอธาน ชายวัย 25 ปีที่จะรับศีลล้างบาปในวันปาสกานี้ และ โซฟี แพทย์หญิงวัย 35 ปี ทั้งสองได้ถามถึงวิธีที่เป็นรูปธรรมในการเป็นพยานถึงพระวรสารในชีวิตประจำวัน โดยเอธานสงสัยว่าจะทำอย่างไรเพื่อเป็นพยานถึง “ความรักที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา” และโซฟีถามถึงวิธีที่จะเติบโตในความรักเมตตาต่อผู้อื่น


พระสันตะปาปา เลโอ ทรงตอบโดยเน้นย้ำว่า “คำพูดและการกระทำของการเป็นพยานและความหวัง ไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่ผลจากความพยายามของเราเอง แต่มาจากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพระเจ้า หากเราเปิดใจรับพระหรรษทานของพระเจ้า เราสามารถไว้วางใจได้ว่าคำพูดที่ถูกต้อง ตลอดจนพละกำลังที่จำเป็นในการลงมือทำ จะมาถึงในเวลาที่เหมาะสม”


7. จงมอบทุกสิ่งแด่พระเจ้าเพื่อพบความหมายของชีวิต


ก่อนจบงาน พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้เยาวชนในโมนาโก “อุทิศตนอย่างเต็มที่เพื่อพระเจ้าและเพื่อผู้อื่น”


“ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่พวกลูกจะพบกับความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืน และความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในชีวิต ความหมายนี้สามารถส่งผลในระดับชาติได้เช่นกัน โมนาโกเป็นประเทศเล็กๆ แต่สามารถเป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเป็นประภาคารแห่งความหวัง” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย


Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260328-principato-dimonaco-cattolici.html


2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/fr/speeches/2026/march/documents/20260328-principato-dimonaco-giovani.html 


Comments