โป๊ปย้ำ “การปกป้องผู้เยาว์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธกิจของศาสนจักร” เตือนคริสตชนต้องกล้าฟังเสียงของคนที่ถูกกระทำแม้จะเจ็บปวด
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ การปกป้องเด็กและผู้เยาว์จากการล่วงละเมิดไม่ใช่ภารกิจที่จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่นี่คือพันธกิจสำคัญของศาสนจักรคาทอลิก
➡️ ทรงชี้ การป้องกันไม่ใช่แค่การมีกฎระเบียบ แต่ต้องสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการดูแล” โดยมีเสียงของเหยื่อและผู้รอดชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและยากที่จะรับฟังก็ตาม
➡️ ทรงเตือนสติ บรรดาบิช็อปและอธิการใหญ่คณะนักบวชต้องรับผิดชอบเรื่องปกป้องผู้เยาว์ด้วยตัวเอง จะโอนหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ให้ใครทำแทนไม่ได้
ช่วงสายวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับสมาชิกและเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการพระสันตะปาปาเพื่อการปกป้องผู้เยาว์ ที่มาเข้าเฝ้าเนื่องในโอกาสการประชุมสามัญ โดย Pope Report สรุปประเด็นสำคัญที่พระสันตะปาปาตรัสกับพวกเขามาให้ดังนี้
1. การปกป้องผู้เยาว์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธกิจของศาสนจักร
พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการชื่นชมการทำงานของคณะกรรมาธิการ โดยทรงเรียกงานนี้ว่าเป็น “งานรับใช้ที่หนักหนาสาหัส แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของศาสนจักร”
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงย้ำถึงมรดกที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงวางไว้ว่า “พระสันตะปาปา ฟรานซิส พระสันตะปาปาองค์ก่อนและเป็นผู้ที่น่าเคารพของพ่อ ต้องการที่จะบรรจุงานรับใช้ของพวกท่านไว้อย่างถาวรในสันตะสำนัก เพื่อเตือนศาสนจักรทั้งมวลว่า การป้องกันการล่วงละเมิดไม่ใช่ภารกิจที่จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่เป็นมิติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของพันธกิจของศาสนจักร”
2. การป้องกันไม่ใช่แค่ระเบียบบนกระดาษ เราต้องฟังเสียงของผู้ถูกกระทำ แม้ทำใจยากและเจ็บปวดก็ตาม
พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำว่า การป้องกันการล่วงละเมิดไม่ใช่เรื่องของเอกสารและขั้นตอน แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
“การป้องกันไม่ใช่เพียงแค่ชุดของระเบียบปฏิบัติหรือขั้นตอนดำเนินการเท่านั้น มันคือการช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมแห่งการดูแลเอาใจใส่ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งศาสนจักร เพื่อให้การปกป้องผู้เยาว์และบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางไม่ถูกมองว่าเป็นข้อบังคับที่ถูกยัดเยียดมาจากภายนอก แต่เป็นการแสดงออกตามธรรมชาติของความเชื่อ”
พระสันตะปาปายังทรงชี้ว่า เสียงของเหยื่อและผู้รอดชีวิตคือจุดอ้างอิงที่ขาดไม่ได้ “แม้ประสบการณ์เหล่านั้นจะเจ็บปวดและยากที่จะรับฟัง แต่มันนำความจริงออกมาสู่แสงสว่างอย่างทรงพลัง และสอนเราให้ถ่อมตน การยอมรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั่นเอง คือสิ่งที่เปิดเส้นทางอันน่าเชื่อถือสำหรับความหวังและการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่”
3. รายงานประจำปีคือเครื่องมือแห่งความจริงและความหวัง
พระสันตะปาปาทรงสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการร่วมมือกับสมณกระทรวงและสถาบันอื่นๆ มากยิ่งขึ้น โดยชี้ว่ารายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญ
“มันเป็นการปฏิบัติในเรื่องความจริงและความรับผิดชอบ ตลอดจนเรื่องความหวังและความรอบคอบ ซึ่งต้องดำเนินไปควบคู่กัน ความหวังช่วยไม่ให้เรายอมจำนนต่อความท้อแท้ ส่วนความรอบคอบช่วยปกป้องเราจากการทำอะไรแบบด้นสดและผิวเผินในการจัดการกับการป้องกันการล่วงละเมิด” พระสันตะปาปา ทรงสอน
4. บิช็อปและอธิการใหญ่คณะนักบวชต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง โอนให้ใครทำแทนไม่ได้
พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำว่า บรรดาบิช็อปผู้ปกครองเขตศาสนปกครองและอธิการใหญ่ของคณะนักบวชมีความรับผิดชอบที่ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ การรับฟังเหยื่อและการเดินเคียงข้างพวกเขาจะต้องเกิดขึ้นจริงในทุกชุมชนของศาสนจักร
“พ่อขอให้กำลังใจพวกท่านให้ทำหน้าที่เป็นแหล่งสนับสนุนสำหรับพวกเขาต่อไป เพื่อไม่ให้ชุมชนใดในศาสนจักรรู้สึกโดดเดี่ยวในภารกิจนี้” พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ
5. รับมือกับภัยเงียบในยุคดิจิทัล
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวถึงความท้าทายใหม่ๆ ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะภัยที่มากับเทคโนโลยี และทรงชื่นชมการทำงานของกรรมาธิการที่พยายามจัดทำคู่มือสากล
“การทำงานของพวกท่านได้กระตุ้นให้เกิดการศึกษาในขอบเขตที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ได้แก่ แนวคิดเรื่องความเปราะบาง และการป้องกันการล่วงละเมิดผู้เยาว์ที่อาศัยเทคโนโลยีในพื้นที่ดิจิทัล ด้วยการอ่าน ‘เครื่องหมายแห่งยุคสมัย’ เหล่านี้ พวกท่านได้ช่วยศาสนจักรให้กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างกล้าหาญ ซึ่งสิ่งนี้กำลังก่อตัวเป็นรูปธรรมแล้วในการพัฒนา กรอบแนวทางสากล (Universal Guidelines Framework) พ่อตั้งตารอที่จะได้รับข้อเสนอขั้นสุดท้าย เพื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่”
“พ่อขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า การปกป้องผู้เยาว์ไม่ใช่ส่วนที่ถูกแยกออกไปจากชีวิตของศาสนจักร แต่เป็นมิติที่ฝังตัวอยู่ในงานอภิบาล การอบรม การปกครอง และการรักษาระเบียบวินัย” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย
Source:

Comments
Post a Comment