โป๊ปย้ำ อย่าดึงพระเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงคราม เตือน ถ้าใจมีแต่อคติ คอยจับผิด และไม่สนปัญหาคนอื่น เราก็ตาบอดทางจิตวิญญาณแล้ว

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ อย่าดึงพระเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงคราม พระเจ้าอยู่ข้างความสว่าง ไม่ใช่ความมืด


➡️ ทรงสอน อาการตาบอดทางจิตวิญญาณแรงกว่าตาบอดทางกาย เพราะเมื่อจิตใจมืดมิด เต็มไปด้วยอคติ การจับผิด และไม่สนใจปัญหาของผู้อื่น เราก็กลายเป็นคนที่ตาบอดทางจิตวิญญาณไปแล้ว


➡️ ทรงเตือนคริสตชน สังคมปัจจุบันมักมีทัศนคติแบบ “พอแล้ว อย่าให้ใครเข้ามาอีก” แต่พระวรสารสอนให้เราต้อนรับคนแปลกหน้าเหมือนพระเยซูสอนว่า “เราเป็นคนแปลกหน้า และพวกท่านก็ต้อนรับเรา”



ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จเยี่ยมอภิบาลคริสตชนที่วัดพระหฤทัยของพระเยซูแห่งปอนเต้ มัมโมโล่ ในกรุงโรม โดยพระองค์ได้พบปะเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และสภาอภิบาลวัด พร้อมทั้งทรงถวายมิสซาร่วมกับสัตบุรุษ ซึ่ง Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้


1. วัดต้องเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง


ระหว่างการพบปะกับเด็กและเยาวชน พระสันตะปาปาทรงกล่าวชื่นชมการทำงานของวัดแห่งนี้ ที่เปิดพื้นที่ช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้ป่วย และผู้ที่ตกงานหรือไม่มีที่อยู่อาศัย


“ไม่กี่นาทีก่อนที่พ่อจะมาที่นี่ พ่อได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า เธอสูญเสียทุกอย่างจากสงครามและถามว่า ‘ตอนนี้ฉันจะไปที่ไหนดีล่ะ’ ในโลกนี้ไม่มีเครื่องหมายแห่งความหวังอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์และดำเนินชีวิตแบบเป็นพี่น้องกัน เราสามารถเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังได้ แม้แต่ในโลกที่หาเครื่องหมายเหล่านี้ไม่พบอีกแล้วก็ตาม” พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปัน


2. พระวรสารสอนให้เปิดประตู ไม่ใช่ปิดหนี


ในการพบกับผู้สูงอายุและผู้ป่วย พระสันตะปาปาเน้นย้ำถึงบทบาทของวัดที่ต้องเป็น “บ้าน” สำหรับทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่คนในสังคมไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า


“พ่ออยากย้ำถึงคุณค่าของการต้อนรับ เพราะเรารู้ดีว่า ไม่ใช่แค่ในอิตาลี แต่ในหลายพื้นที่ของโลก มีทัศนคติแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น นั่นคือพวกเขาต้องการปิดประตู และพูดว่า ‘พอแล้ว อย่าให้ใครเข้ามาอีก’ แต่ในฐานะศิษย์ของพระคริสต์ เรารู้ว่าพระวรสารเรียกให้เราดำเนินชีวิตต่างออกไป พระเยซูตรัสว่า ‘เราเป็นคนแปลกหน้า และพวกท่านก็ต้อนรับเรา’”


"ทุกวันนี้คนมากมายต้องทนทุกข์กับความโดดเดี่ยว หาใครช่วยเหลือไม่ได้ ดังนั้น วัดที่ชื่อพระหฤทัยแห่งนี้ จึงถูกเรียกให้มาเป็นบ้านแห่งการต้อนรับ เป็นบ้านแห่งความเมตตาและความรัก ที่ซึ่งผู้ต้องการความช่วยเหลือสามารถค้นพบครอบครัวได้อย่างแท้จริง" พระสันตะปาปา ทรงย้ำ


3. การเป็นคริสตชนไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือการอุทิศตน


สำหรับการพบกับสภาภิบาล พระสันตะปาปาทรงขอบคุณพวกเขาที่สละเวลาและแรงกายเพื่อทำให้วัดมีชีวิตชีวา “ความสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมของคนอย่างพวกท่าน ผู้ที่เต็มใจดำเนินชีวิตตามความเชื่อคาทอลิก โดยหลายครั้งต้องเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ อุทิศเวลาและพลังงานให้กับคนจำนวนมาก การมีอยู่ของพวกท่านคือประจักษ์พยานถึงความรักของพระเจ้าในกรุงโรม ในละแวกนี้ ซึ่งการทำงานไม่ได้ง่ายเสมอไป”


4. อย่าดึงพระเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงคราม พระเจ้าอยู่ข้างความสว่าง ไม่ใช่ความมืด


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงถวายมิสซาให้กับทุกคน พระองค์เริ่มต้นบทเทศน์ด้วยการกล่าวถึงความขัดแย้งในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา แทนที่จะหันหน้าเจรจากันเพื่อสันติภาพ


“มีพี่น้องของเราจำนวนมากกำลังทนทุกข์ทรมานจากความขัดแย้งที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากข้ออ้างอันไร้เหตุผลที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยสงคราม ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับอ้างความชอบธรรมในการดึงพระนามของพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางเลือกแห่งความตายเหล่านี้ด้วย”


“แต่พระเจ้าไม่สามารถถูกเกณฑ์ไปเป็นพวกของความมืดมิดได้ ตรงกันข้าม พระองค์เสด็จมาเพื่อให้ความสว่าง ความหวัง และสันติภาพให้กับมนุษยชาติเสมอ และสันติภาพนี่เองคือสิ่งที่บรรดาผู้ที่ร้องหาพระองค์จะต้องแสวงหา” พระสันตะปาปา ทรงสอน


5. ก้าวข้ามอคติด้วยการมองแบบที่พระเจ้ามอง


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงอธิบายพระวรสารตอนที่พระเยซูรักษาชายตาบอดแต่กำเนิด โดยทรงเปรียบเทียบว่า การมองเห็นที่แท้จริงคือการมองด้วยสายตาของพระเจ้า


“การมองด้วยสายตาของพระเจ้า หมายถึงการเอาชนะอคติของคนที่เมื่อเผชิญหน้ากับมนุษย์ที่กำลังทนทุกข์ ก็มองเห็นเพียงคนนอกคอกที่น่ารังเกียจ หรือเป็นปัญหาที่ต้องหลีกเลี่ยง แล้วขังตัวเองอยู่ในหอคอยของความเห็นแก่ตัว พระเยซูไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น พระองค์มองชายตาบอดด้วยความรัก ไม่ใช่มองว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยกว่าหรือเป็นตัวน่ารำคาญ แต่มองว่าเป็นบุคคลอันเป็นที่รักและต้องการความช่วยเหลือ” พระสันตะปาปา ย้ำทุกคน


6. อย่าให้กฎเกณฑ์มาบดบังความรักต่อเพื่อนมนุษย์


บิช็อปแห่งกรุงโรม ยังเตือนสติว่า ความมืดบอดที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่การมองไม่เห็นทางกายภาพ แต่คือความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เหมือนบรรดาผู้นำศาสนาที่มัวแต่จับผิดพระเยซูว่ารักษาคนป่วยในวันสับบาโต


“นี่คือความมืดบอดที่ไม่ยอมมองเห็นใบหน้าของพระเจ้าที่อยู่ตรงหน้า พวกเขานำโอกาสที่จะได้รับความรอดพ้น ไปแลกกับความมั่นคงอันไร้ผลที่ได้จากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร เมื่อเผชิญกับความโง่เขลาเช่นนี้ พระเยซูแสดงให้เห็นว่า ไม่มีวันสับบาโตใดที่จะมาขัดขวางการกระทำแห่งความรักได้”


“บางทีพวกเราเองก็อาจเป็นคนตาบอดได้เช่นกัน เมื่อเราไม่สังเกตเห็นผู้อื่นและปัญหาของพวกเขา พระเยซูเรียกร้องให้เราดำเนินชีวิตต่างออกไป คือดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์และในสันติกับทุกคน และค้นพบในชุมชนถึงครอบครัวที่คอยร่วมเดินทางและสนับสนุนพวกเขา” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย


ก่อนเสด็จกลับวาติกัน พระสันตะปาปาทรงกล่าวติดตลกและอวยพรสัตบุรุษว่า “พ่อดีใจมากที่ได้มาอยู่ที่นี่กับพวกท่าน หวังว่าคงไม่ต้องรออีก 40 ปีจนกว่าจะมีการเสด็จเยือนครั้งต่อไปนะ”


Sources:


1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/march/documents/20260315-visita-pastorale-parrocchia-settore-nord.html


2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/homilies/2026/documents/20260315-visita-pastorale-settore-nord.html 

 

Comments