โป๊ปย้ำ ถ้าประกาศพระวรสารด้วยภาษาที่คนฟังไม่เข้าใจ หรือภาษาย้อนยุคเกินไป การประกาศจะไม่เกิดผล

  • โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน พระคัมภีร์คือพระวาจาของพระเจ้าในรูปแบบภาษามนุษย์ พระเจ้าเลือกใช้ภาษามนุษย์เพื่อคุยกับเรา เพราะคนสองคนที่พูดคนละภาษาจะไม่เข้าใจกันเลย
  • ทรงย้ำ ถ้าประกาศพระวรสารด้วยภาษาที่คนฟังไม่เข้าใจ หรือใช้ภาษาย้อนยุคเกินไป การประกาศนั้นจะไม่เกิดผล ศาสนจักรต้องประกาศพระวรสารด้วยภาษาที่เข้าถึงหัวใจของคนฟัง
  • ทรงเตือนสติ อย่าตีความพระคัมภีร์แบบสุดโต่งที่ยึดติดทุกตัวอักษร และอย่ามองพระคัมภีร์เป็นเอกสารโบราณหรือข้อความในอดีตที่ไม่มีชีวิต


ช่วงสายวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ภายในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปายังคงสอนคำสอนต่อเนื่องเกี่ยวกับเอกสารสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 เรื่อง “ธรรมนูญว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า” (Dei Verbum) ในหัวข้อ “พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์: พระวาจาของพระเจ้าในถ้อยคำของมนุษย์” ซึ่ง Pope Report สรุปใจความสำคัญมาให้ ดังนี้


1. พระเจ้าใช้ “ภาษามนุษย์” เพื่อแสดงความรักที่มีต่อเรา


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า พระคัมภีร์เป็น “พื้นที่พิเศษของการพบกัน” ที่ซึ่งพระเจ้ายังคงตรัสกับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย


“พระคัมภีร์ไม่ได้ถูกเขียนด้วย ‘ภาษาแห่งสวรรค์หรือภาษาที่อยู่เหนือมนุษย์’ แต่พระเจ้าเลือกใช้ภาษาของมนุษย์ เพราะคนสองคนที่พูดคนละภาษาไม่สามารถเข้าใจกัน ไม่สามารถคุยกันได้ และไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กันได้ … การทำตัวให้เข้าใจคนอื่น บางครั้งเป็นการแสดงความรักครั้งแรกที่ได้พบกัน … การใช้ภาษามนุษย์จึงเป็นการแสดงออกถึงความรักและความใกล้ชิดของพระเจ้า” พระสันตะปาปา อธิบาย


2. พระเจ้าเป็นผู้คิดดลใจเนื้อหาในพระคัมภีร์ ส่วนมนุษย์เป็นผู้เขียนลงบนกระดาษจริงๆ


พระสันตะปาปาทรงทบทวนพัฒนาการทางเทววิทยาเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างพระเจ้ากับผู้เขียนพระคัมภีร์ที่เป็นมนุษย์ 


พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ในช่วงเวลาหลายศตวรรษ นักเทววิทยาหลายคนมุ่งปกป้องการดลใจจากพระเจ้า จนเกือบจะมองมนุษย์ที่เป็นผู้เขียนเป็นเพียง ‘เครื่องมือที่ไม่ขยับเขยื้อน’ ของพระจิต แต่ในสมัยใหม่ เอกสารของสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ยืนยันว่าพระเจ้าทรงเป็น ‘ผู้ประพันธ์หลัก’ ของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ … ดังนั้น การลดทอนกิจการของมนุษย์ให้เหลือเพียงงานของคนคัดลอกหนังสือ ไม่ใช่การถวายเกียรติแด่กิจการของพระเจ้า พระเจ้าไม่เหยียบย่ำมนุษย์หรือศักยภาพของเขา แต่พระเจ้าทำงานผ่านมนุษย์อย่างแท้จริง” 


3. ระวังการตีความที่ “สุดโต่ง”


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเตือนสติเรื่องการตีความพระคัมภีร์ เพราะหลายคนชอบตีแบบสุดโต่ง


“เราต้องระวังความผิดพลาด 2 รูปแบบเกี่ยวกับการตีความพระคัมภีร์ หนึ่งคือการละเลยมิติมนุษย์ มันคือการไม่สนใจบริบทประวัติศาสตร์และรูปแบบวรรณกรรม จะนำไปสู่การอ่านแบบยึดติดตัวอักษรหรืองมงาย ซึ่งเป็นการทรยศต่อความหมายที่แท้จริง และสองคือการละเลยมิติพระเจ้า กล่าวคือ การมองพระคัมภีร์เป็นเพียงเอกสารโบราณ หรือข้อความในอดีตที่ไม่มีชีวิต”


“ถ้าประกาศพระวรสารแบบไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง หรือใช้ภาษาที่คนฟังไม่เข้าใจ หรือใช้ภาษาย้อนยุคเกินไป การประกาศนั้นจะไม่เกิดผล ศาสนจักรในทุกยุคจึงถูกเรียกให้นำเสนอพระวาจาของพระเจ้าอีกครั้งในภาษาที่ฝังตัวลงในประวัติศาสตร์และเข้าถึงหัวใจได้”


พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน ยังนำคำของนักบุญออกัสติน มาย้ำด้วยว่า “ผู้ใดคิดว่าตนเข้าใจพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์... แต่ตีความในลักษณะที่ไม่ช่วยก่อร่างสร้างความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ผู้นั้นยังไม่เข้าใจพระคัมภีร์อย่างที่ควร”


4. พระวรสารไม่ใช่แค่ “งานสังคมสงเคราะห์”


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า เป้าหมายของการอ่านพระคัมภีร์คือก่อให้เกิดความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ แต่ต้องไม่ลดทอนคุณค่าของพระวรสารลงเหลือเพียงเรื่องทางสังคม


“พระวรสารต้องไม่ถูกลดทอนลงเป็นเพียงข่าวสารด้านมนุษยธรรมหรือสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการประกาศที่น่ายินดีของชีวิตที่สมบูรณ์และนิรันดร์ที่พระเจ้าประทานแก่เราในพระเยซู” พระสันตะปาปาทรงสรุปปิดท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/audiences/2026/documents/20260204-udienza-generale.html 


Comments