โป๊ปเยี่ยมวัดศูนย์กลางของคณะซาเลเซียน ย้ำ เสรีภาพแท้จริงไม่ใช่อำนาจ แต่เป็นการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยใจอิสระ
- โป๊ป เลโอ ที่ 14 เสด็จเยี่ยมและอภิบาลวัดศูนย์กลางของคณะซาเลเซียน พร้อมย้ำ เสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่การแสวงหาอำนาจให้ตัวเอง แต่เป็นการตอบตกลง (Say Yes) และที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า
- ทรงเผย “ตอนเด็กเกือบได้เข้าคณะซาเลเซียนแล้ว” เพราะเคยไปที่คณะนี้หลายครั้ง ก่อนยิงมุก “ซาเลเซียนมาเป็นอันดับสอง จึงพลาดไป”
- ทรงให้กำลังใจ ในพระวรสารมีอัศจรรย์มากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ หนึ่งในนั้นคือ “คณะซาเลเซียน” แต่สิ่งนี้จะถูกจารึกในหัวใจของพระเยซูอย่างแน่นอน
เช้าวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์แรกของเทศกาลมหาพรต พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ได้เสด็จเยี่ยมและอภิบาลคริสตชนวัดพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟแตร์มินี่ วัดคาทอลิกแห่งนี้สร้างตามความประสงค์ของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 และผู้ดำเนินการสร้างคือ “นักบุญจอห์น บอสโก” ด้วยเหตุนี้ วัดแห่งนี้จึงอยู่ในความดูแลของคณะซาเลเซียน และยังเป็นที่ตั้งของบ้านศูนย์กลางคณะอีกด้วย
Pope Report สรุปประเด็นสำคัญและความประทับใจการอภิบาลนี้ พร้อมใจความสำคัญของบทเทศน์ในมิสซาที่พระสันตะปาปาทรงเป็นประธานที่วัดแห่งนี้ มาให้ดังต่อไปนี้
1. เทศกาลมหาพรตคือ “ความชื่นชมยินดี”
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนมุมมองที่หลายคนมักคิดว่าเทศกาลมหาพรตต้องเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า โดยชี้ว่า หัวใจของมหาพรตคือความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าทรงเปิดประตูรับเรา
“แม้ว่าวันอาทิตย์ที่ 1 ในเทศกาลมหาพรตจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว การกลับใจ แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดีด้วย เพราะเราทุกคนรู้ว่าพระเจ้าปรารถนาที่จะต้อนรับเรา เช่นเดียวกับที่วัดคาทอลิกแห่งนี้” พระสันตะปาปา ตรัสกับทุกคน
2. อัศจรรย์ที่ไม่ได้บันทึกในพระวรสาร คือ “ชีวิตนักบวชคาทอลิก”
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพบกับสมาชิกคณะซาเลเซียน พระองค์นำประโยคจากพระวรสารนักบุญจอห์นที่ว่า “พระเยซูเจ้าทรงทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้” มาอธิบายอย่างลึกซึ้ง
พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ท่ามกลางเครื่องหมายอัศจรรย์มากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ พ่ออยากจะบอกกับพวกท่านอย่างจริงใจว่า มีชีวิตนักบวชและมีคณะซาเลเซียนอยู่ในนั้นด้วย พวกท่านคือเครื่องหมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ แต่ถูกจารึกไว้ในหัวใจของพระเยซู จนถึงทุกวันนี้ พวกท่านยังคงสานต่องานบริการที่สำคัญในหลายส่วนของโลก แม้ในที่ที่มีสงคราม ความขัดแย้ง และความยากจน”
3. โป๊ปเผย “วัยเด็กเกือบเข้าคณะซาเลเซียนแล้ว”
พระสันตะปาปาซึ่งมาจากคณะออกัสติเนี่ยน ยังเล่าความหลังสมัยวัยรุ่นอย่างอารมณ์ดีว่า พระองค์เคยเกือบจะได้เป็นนักบวชซาเลเซียนแล้ว
“สมัยยังเป็นเด็ก ก่อนที่พ่อจะเข้าคณะออกัสติเนี่ยน พ่อเคยไปที่คณะซาเลเซียนด้วยเหมือนกัน แต่พวกท่านมาเป็นอันดับสอง พ่อเสียใจด้วยนะ (ทุกคนหัวเราะกันใหญ่) บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในใจพ่อ และในความเป็นจริง พ่อไปเยี่ยมคณะซาเลเซียนมากกว่าคณะออกัสติเนียนด้วยซ้ำในช่วง 10 เดือนแรกแห่งสมณสมัยของพ่อ” พระสันตะปาปาทรงกล่าวอย่างอารมณ์ดี
4. ซาตานหลอกว่า “พระเจ้ากดขี่เรา”
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงเป็นประธานในมิสซา พระวรสารประจำมิสซานี้ พระเยซูทรงเข้าไปภาวนาในถิ่นทุรกันดารและปีศาจมาล่อลวงพระองค์ พระสันตะปาปาทรงอธิบายความหมายของเทศกาลมหาพรต ว่าเป็นช่วงเวลาที่เราต้องกลับไปทบทวนตัวเอง พระองค์ทรงอธิบายให้เห็นถึง “จุดอ่อน” ของมนุษย์ที่มักจะตกหลุมพรางของซาตาน
“งู (ซาตาน) ได้แทรกซึมความเย่อหยิ่งให้มนุษย์คิดว่าจะสามารถลบล้างความแตกต่างระหว่างสิ่งสร้างกับพระเจ้า มันล่อลวงเราด้วยภาพลวงตาว่าจะเก่งเหมือนพระเจ้า ซาตานยุยงให้เราเข้าครอบครองบางสิ่ง โดยมันหลอกว่าพระเจ้าต้องการหวงสิ่งนี้ไว้ มันต้องการกดขี่มนุษย์ให้อยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยกว่าเสมอ ภาพวาดจากหนังสือปฐมกาลนี้คือผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวอันน่าทึ่งของเสรีภาพ”
5. พระเยซูพิสูจน์ให้เห็นว่า “เสรีภาพที่แท้จริง” คือการตอบ Yes กับพระเจ้า
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงตั้งคำถามที่หลายคนในยุคนี้สงสัยว่า “เราสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยการตอบรับ (Say Yes) กับพระเจ้าได้หรือไม่ หรือว่าเพื่อที่จะมีอิสระและมีความสุข เราต้องปลดแอกตัวเองจากพระองค์”
พระสันตะปาปาทรงตอบคำถามนี้ด้วยเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงถูกปีศาจผจญในถิ่นทุรกันดาร โดยทรงอ้างอิงเอกสารสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (Gaudium et spes) ว่า “พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างของมนุษย์ใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่การตีตัวออกห่างพระเจ้า แต่คือการตอบตกลง (Yes) ที่จะทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการนั่นเอง”
6. ศีลล้างบาป ไม่ใช่พิธีกรรมที่ทำแล้วจบไป
เมื่อมนุษย์เข้าใจความหมายของเสรีภาพแล้ว พระสันตะปาปาทรงสอนต่อไปว่า เสรีภาพนี้เกิดขึ้นได้จาก “ศีลล้างบาป” ซึ่งไม่ใช่แค่พิธีกรรมที่เทน้ำแล้วจบกันไป
“ศีลล้างบาปมีความไม่หยุดนิ่ง เพราะสิ่งที่ศีลล้างบาปมอบให้นั้นไม่ได้หมดสิ้นไปเมื่อจบพิธีกรรม แต่เป็นพระหรรษทานที่คอยร่วมเดินทางไปกับชีวิตทั้งหมดของเรา... เป็นเสียงภายในที่กระตุ้นเราให้ทำตัวให้เหมือนพระเยซู”
พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า อำนาจของศีลล้างบาปทำให้เราเป็นอิสระจากการยึดติดในตัวเอง และหันไปรักผู้อื่น แตกต่างจากที่ปีศาจเสนออำนาจจอมปลอมให้พระเยซู “เสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่การแสวงหาอำนาจให้ตัวเอง แต่เป็นความรักที่มอบให้ และทำให้เราทุกคนกลายเป็นพี่น้องชายหญิงกัน ดังที่นักบุญเปาโลสอนว่า ‘ในพระคริสตเจ้าจะไม่มีการแบ่งแยกชนชาติ หรือชนชั้นอีกต่อไป’”
7. ภาพสะท้อนความขัดแย้งสังคม บริเวณสถานีรถไฟแตร์มินี่
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงนำคำสอนเรื่องความรักต่อเพื่อนมนุษย์ มาปรับใช้กับบริบทจริงของชุมชนรอบวัดคาทอลิกแห่งนี้
พระสันตะปาปาทรงชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำในรอบๆวัดว่า “ในระยะเพียงไม่กี่เมตร เราสามารถสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งของยุคสมัยนี้ นั่นคือ คนที่เดินทางไปมาด้วยความสะดวกสบายทุกอย่างและไม่ต้องกังวลอะไร สวนทางกับคนที่ไม่มีที่ซุกหัวนอน … เราสัมผัสได้ถึงการทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต และการค้าสิ่งเสพติดและการค้าประเวณีที่ผิดกฎหมาย(ในละแวกนี้)”
พระสันตะปาปาทรงปิดท้ายบทเทศน์ ด้วยการขอบคุณคณะนักบวชซาเลเซียนและหน่วยงานคาริตัส ที่ช่วยดูแลคนไร้บ้านและผู้อพยพ พร้อมให้กำลังใจวัดคาทอลิกแห่งนี้รับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็น “เชื้อแป้งแห่งพระวรสาร” ที่เป็นความสว่างและความหวังให้พื้นที่นี้ต่อไป โดยมีแม่พระองค์อุปถัมภ์ คอยชี้แนะนำทางตลอดไป
8. โป๊ปเยี่ยมห้องพักที่นักบุญจอห์น บอสโก เคยพัก
ทั้งนี้ ก่อนมิสซาจะเริ่ม พระสันตะปาปาเสด็จไปที่ “ห้องพักที่นักบุญจอห์น บอสโก” เคยพักด้วย
ห้องพักดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ด้านหลังที่นั่งคณะนักร้องตรงหัวมุมถนนมาเจนต้าตัดกับถนนวิเชนซ่า โดยเคยถูกใช้เป็นที่พักของนักบุญจอห์น บอสโก ระหว่างการเดินทางมากรุงโรมครั้งที่ 20 และถือเป็นครั้งสุดท้ายของท่าน ระหว่างวันที่ 30 เมษายน - 18 พฤษภาคม ค.ศ.1887
Sources:

Comments
Post a Comment