โป๊ปเตือนสงฆ์คาทอลิก “อย่าใช้ AI เขียนบทเทศน์” ชี้ความอิจฉาคือโรคระบาดทำลายศาสนจักร และอย่าปล่อยฆราวาสเยี่ยมคนป่วยแล้วตัวเองนอนเล่นอินเทอร์เน็ต
- โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนสติสงฆ์คาทอลิก อย่าใช้ AI เขียนบทเทศน์ เพราะ AI ไม่สามารถแบ่งปันความเชื่อในพระเจ้า สมองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ถ้าไม่ใช้บ่อยๆ มันจะตาย
- สงฆ์คาทอลิกอย่าหลงระเริงกับยอดผู้ติดตามและยอดไลค์บนโลกโซเชี่ยล ถ้าใช้สื่อพวกนี้เพื่อโปรโมทตัวเอง แต่ไม่ถ่ายทอดเรื่องของพระเจ้า มันก็มาผิดทางแล้ว
- ทรงชี้ “ความอิจฉาริษยา” คือโรคระบาดร้ายแรงในกลุ่มสงฆ์คาทอลิก พร้อมแนะให้เลิกทำงานแบบ “ฉายเดี่ยว ต้องเด่นคนเดียว”
- ทรงสอน สงฆ์คาทอลิกต้องหมั่น “อัพเดทความรู้ใหม่ๆ” ให้ตัวเองว่าโลกไปถึงไหนกันแล้ว ทรงตกใจที่มีสงฆ์บางคนพูดว่า “ไม่เคยศึกษาหาความรู้อีกเลยตั้งแต่เรียนจบจากบ้านเณร”
- เตือนดังๆ สงฆ์คาทอลิกอย่าเอาแต่นอนเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าน และปล่อยให้ฆราวาสไปเยี่ยมคนป่วยแทน
- ทรงย้ำ การเข้าถึงเยาวชนที่มาจากครอบครัวแตกแยก ต้องให้ความเป็นเพื่อนที่เป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมสนุกสนานเพื่อกลบเกลื่อนบาดแผลในใจเขา
ภายหลังจากการให้โอวาทแก่คณะสงฆ์คาทอลิกแห่งเขตศาสนปกครองกรุงโรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ได้เปิดโอกาสให้มีการถามตอบแบบเป็นกันเอง โดยมี คาร์ดินัล บัลโด้ เรย์น่า เป็นตัวแทนสงฆ์คาทอลิก 4 ช่วงอายุในการถามปัญหา 4 ประเด็นสำคัญที่ศาสนจักรกำลังเผชิญ
Pope Report สรุปประเด็นคำถาม และคำตอบจากพระสันตะปาปา มาให้ดังนี้
1. เยาวชนยุคนี้เปราะบาง อย่าเปลี่ยน “การประกาศข่าวดี” ให้เป็น “กิจกรรมบันเทิง”
คำถามแรกมาจากสงฆ์คาทอลิกบวชใหม่ที่สะท้อนว่า เยาวชนยุคนี้มีบาดแผลในใจเยอะ สงฆ์หลายคนจึงเลือกใช้วิธีจัดกิจกรรมสนุกสนานหรือเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกเพื่อ “กลบ” ความเจ็บปวด มากกว่าจะพาเยาวชนไปสัมผัสกับพระเจ้าจริงๆ พระสันตะปาปามีคำแนะนำอย่างไร
พระสันตะปาปาตอบว่า “เราต้องลืมตาดูความเป็นจริงของครอบครัวและความท้าทายที่เรามีกับเยาวชนในยุคนี้ บ่อยครั้งพวกเขามาจากครอบครัวที่ประสบวิกฤติอย่างหนัก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง แต่งงานใหม่ ... และด้วยสมาร์ทโฟนยอดฮิตที่ทุกคนพกไว้ในกระเป๋า พวกเขาจึงใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแม้ปากจะบอกว่า ‘ไม่ เพื่อนของผมอยู่ที่นี่’ แต่มันไม่มีการสัมผัสของมนุษย์ พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีความห่างเหินจากผู้อื่น”
พระสันตะปาปาย้ำว่า สงฆ์คาทอลิกต้องก้าวออกไปมอบมิตรภาพที่แท้จริง “สงฆ์คาทอลิกรุ่นใหม่สามารถเสนอแบบอย่างชีวิตให้เยาวชนเห็นได้ว่า การเป็นเพื่อนของพระเยซูสามารถเติมเต็มชีวิตของพวกเขาได้อย่างแท้จริง … บางทีอาจเสนอกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬาก็สามารถเป็นหนทางในการเชิญชวนเยาวชนได้ เพื่อให้พวกเขาออกจากความโดดเดี่ยวและแสวงหามิตรภาพ”
2. ห้ามใช้ AI เขียนบทเทศน์ และอย่าหลงระเริงกับ “ยอดไลค์”
คำถามที่สองมาจากเจ้าอาวาสที่ถามถึงการประกาศศาสนาในสังคมที่คนเลิกสนใจศาสนาแล้วว่าจะทำอย่างไร พระสันตะปาปาทรงตอบว่า พื้นฐานที่สุดคือต้องรู้จักชุมชนที่ตัวเองทำงานอย่างลึกซึ้ง และทรงเตือนสติเรื่องเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด
“พ่ออยากให้พวกท่านต่อต้านการประจญที่จะเตรียมบทเทศน์ด้วยการใช้ AI มันก็เหมือนกล้ามเนื้อในตัวเรา หากเราไม่ใช้งานมัน หากเราไม่ขยับตัว กล้ามเนื้อก็จะตาย สมองจึงจำเป็นต้องถูกใช้งาน AI จะไม่มีวันสามารถแบ่งปันความเชื่อได้ ผู้คนต้องการเห็นความเชื่อของท่าน ประสบการณ์ที่ท่านได้รู้จักและรักพระเยซูคริสต์”
นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังเตือนสติสงฆ์ยุคโซเชี่ยลว่า อย่าหลงระเริงกับยอดไลค์หรือยอดผู้ติดตามเด็ดขาด
“นี่เป็นการหลอกลวงในอินเทอร์เน็ตและใน TikTok เราต้องการที่จะเป็นตัวเราเอง บางคนพูดว่า ‘ผมมีผู้ติดตาม (Follower) เยอะมากๆ ผมได้ยอดไลค์ (like) มากมาย’ แต่นั่นไม่ใช่ตัวท่านเลย หากเราไม่ได้กำลังถ่ายทอดข้อความของพระเยซูคริสต์ บางทีเราอาจจะกำลังคิดผิดเสียแล้ว” พระสันตะปาปาตรัสเตือนสติบรรดาสงฆ์คาทอลิกที่ติดโซเชี่ยลมีเดีย
3. “ความอิจฉาริษยา” คือโรคระบาดที่ทำลายศาสนจักร
คำถามที่สามมาจากสงฆ์คาทอลิกวัยกลางคน ที่ถามถึงวิธีสร้างความเป็นพี่น้องและรับมือกับการนินทาใส่ร้าย พระสันตะปาปาทรงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ศาสนจักรมีโรคระบาดที่ชื่อว่าความอิจฉาริษยา
“มีสิ่งที่เจ็บปวดจริงๆ พ่อจะบอกว่าเป็นแง่ลบ ซึ่งเป็นเหมือนหนึ่งในโรคระบาดของคณะสงฆ์ในระดับโลก มันเรียกว่า ‘ความอิจฉาริษยาของสงฆ์คาทอลิก’ (Invidia Clericalis) ซึ่งเป็นตอนที่สงฆ์คาทอลิกคนหนึ่ง เห็นว่าอีกคนหนึ่งถูกเรียกให้ไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดคาทอลิกที่ใหญ่กว่า สวยงามกว่า จากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาก็แตกหักกันจริงๆ และไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังรวมถึงการนินทา การวิพากษ์วิจารณ์... เป็นการทำลายแทนที่จะมองหาวิธีสร้างสะพานแห่งมิตรภาพ”
พระสันตะปาปายังแนะนำให้สงฆ์คาทอลิกเลิกทำงานแบบฉายเดี่ยว และต้องหมั่นอัปเดตความรู้อยู่เสมอด้วย
“พ่อเคยได้ยินคุณพ่อคนหนึ่งบอกกับพ่อว่า ‘ผมไม่เคยเปิดหนังสืออีกเลยตั้งแต่ผมออกจากบ้านเณร’ … ‘โอ้ … พระเจ้า’ พ่อคิดในใจ ช่างน่าเศร้าอะไรเช่นนี้ และมันน่าเศร้าเพียงใดสำหรับสัตบุรุษของเขา ที่ต้องฟังเขาพูด พระเจ้าก็รู้ว่าเรื่องอะไร เราต้องปรับปรุงความรู้ของเราให้ทันสมัยอยู่เสมอ เราต้องไม่กลัวที่จะไปเคาะประตูบ้านของคนอื่น ที่จะเป็นฝ่ายริเริ่ม... เพื่อไม่ให้ต้องพบว่าตัวเองโดดเดี่ยว” พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยนตรัสสอน
4. อย่าปล่อยให้ฆราวาสเยี่ยมคนป่วยแทน ส่วนสงฆ์คาทอลิกนั่งเล่นอินเตอร์เน็ทแบบสบายๆ
คำถามสุดท้ายมาจากตัวแทนสงฆ์คาทอลิกอาวุโส ที่ถามถึงการรับมือกับความโดดเดี่ยวและความเจ็บป่วย
พระสันตะปาปาทรงตอบว่าต้องใช้ชีวิตด้วยความกตัญญู ไม่ใช่ความขมขื่น ทรงแตะประเด็นสังคมอย่างเรื่อง “การุณยฆาต” ที่กำลังถูกกฎหมายในหลายประเทศว่า “ผู้คนที่รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไปและกล่าวว่า ‘เราไม่ต้องการแบกสิ่งนี้อีกต่อไป เราขอเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองดีกว่า’ หากเรามีทัศนคติในแง่ลบต่อชีวิตของเราเอง แล้วเราจะไปบอกพวกเขาได้อย่างไรว่า ‘คุณจะจบชีวิตตัวเองไม่ได้นะ’ เราต้องเป็นพยานกลุ่มแรกต่อความจริงที่ว่าชีวิตมีคุณค่ามหาศาล”
ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงฝากคำสอนที่กระแทกใจบรรดาสงฆ์คาทอลิกรุ่นใหม่และวัยทำงานว่า ห้ามละทิ้งหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเด็ดขาด
“วันนี้ ด้วยจำนวนสงฆ์คาทอลิกที่น้อยลง มันจึงกลายเป็นว่า ‘โอเค ให้ฆราวาสไป(เยี่ยมคนป่วยแทน)ก็แล้วกัน พวกเขาทำได้’ มันเป็นบริการที่สวยงามที่ฆราวาสทำ เช่น การนำศีลมหาสนิทไปให้ที่บ้าน แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าสงฆ์คาทอลิกสามารถนอนเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่บ้านได้ ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังออกไปเยี่ยมผู้ป่วย สำหรับเราแล้ว นี่เป็นงานประกาศข่าวดี นี่เป็นรูปแบบการอภิบาลที่สำคัญมาก” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย
Source:

Comments
Post a Comment