“เขาไม่ใช่ของเราอีกต่อไปแล้ว” พี่ชายแชร์ความรู้สึกวันที่เจอโป๊ปเลโอในฐานะพระสันตะปาปา
- จอห์น เพรโวสท์ พี่ชายคนกลางของโป๊ป เลโอ ที่ 14 แบ่งปันความรู้สึกตอนที่ได้เจอน้องชายแท้ๆของตนครั้งแรกในฐานะพระสันตะปาปา และรับคืนกุญแจบ้านที่อเมริกา
- ยอมรับ จังหวะนั้นคือเครื่องย้ำเตือนว่า นับจากนี้ น้องชายคนนี้กลายเป็นสมบัติของโลกและศาสนจักร ไม่ใช่แค่สมาชิกครอบครัวเพรโวสท์อีกต่อไป
- ชี้ จุดเปลี่ยนในชีวิตของน้องชายคนนี้คือ “การถูกส่งไปเป็นธรรมทูตที่เปรู” และ “การอุทิศตนดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งนานหลายปีจนวาระสุดท้ายของท่าน” สิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของ โรเบิร์ต เพรโวสท์ ให้กลายเป็นคนสมถะและพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้คนยากไร้
- เผย หลังจากพ่อและแม่เสียชีวิต ตนสั่งน้องชายไม่ให้มานอนค้างที่บ้านอีกถ้าหากกลับมาเยี่ยมบ้านที่อเมริกา แต่ให้ไปนอนที่บ้านของคณะออกัสติเนี่ยนที่เป็นสังกัดของเขา สาเหตุเพราะไม่อยากให้เกิดความรู้สึก “อาลัยอาวรณ์มากเกินไปเมื่อถึงเวลาต้องจากกัน”
National Catholic Reporter (NCR) เผยแพร่บทสัมภาษณ์เจาะลึก จอห์น เพรโวสท์ พี่ชายของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ซึ่งเปิดภาพเบื้องหลังชีวิตของน้องชาย ตั้งแต่วันที่ครอบครัวไปส่งที่สามเณราลัยด้วยน้ำตา จนถึงวันที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะผู้นำศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งในความเป็นจริง Pope Report ตั้งใจจะเผยแพร่บทสัมภาษณ์มานานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเรียบเรียงซะที
วันนี้ผมจึงขอเรียบเรียงประเด็นสำคัญมาให้ทุกท่านได้ติดตามไปพร้อมๆกันนะครับ
1. จากวันร่ำลาที่บ้านเณรเล็ก สู่วันที่ต้องคืนกุญแจบ้านอย่างถาวร
จอห์นเล่าถึงวันที่ทั้งครอบครัวไปส่ง “โรเบิร์ต เพรโวสท์” น้องชายคนเล็กเพื่อเข้าเรียนที่บ้านเณรเล็กในฮอลแลนด์ รัฐมิชิแกน เขาบอกว่า วันนั้นเป็นวันที่เต็มไปด้วยน้ำตาตลอดทางกลับจากมิชิแกนถึงชิคาโก้ เพราะวันนั้นความจริงเริ่มชัดเจนว่า ชีวิตในบ้านจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หลายสิบปีต่อมา ขณะที่ทั้งสองมาพบกันที่วาติกันในเดือนตุลาคม แต่ครั้งนี้ จอห์น ต้องมาพบน้องชายที่มาในฐานะ “พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14” บรรยากาศแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อน้องชายของเขาได้คืนกุญแจบ้านที่เคยให้ไว้กลับคืนมา พร้อมพูดเพียงว่า “นี่พวกบัตรของขวัญ (Gift Voucher) ที่ผมไม่ได้ใช้แล้ว และนี่กุญแจบ้าน”
น้องชาย(หมายถึงพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14) ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ซึ่งจอห์นก็บอกว่า “ตรงนี้แหละที่มันกระแทกใจผมอย่างแรง เพราะมันจบแล้ว โรเบิร์ตไม่ใช่ของ(ครอบครัว)เราอีกต่อไปแล้ว เพราะกุญแจที่คืนกลับมาเป็นสัญลักษณ์ว่า เขาไม่ใช่เพียงสมาชิกครอบครัว แต่ได้กลายเป็นคนของศาสนจักรและของโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว”
2. ช่วงเวลาในสามเณราลัย ชีวิตวัยรุ่น และการออกไปสู่เปรู
ในสายตาของคนในบ้าน จอห์นยอมรับว่า “ในหัวของพวกเราไม่เคยสงสัยว่าน้องชายคนนี้จะเป็นสงฆ์หรือไม่” ช่วงที่เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวิลลาโนว่า โรเบิร์ต(พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14) ยังกลับบ้านในช่วงฤดูร้อน แต่ต่างคนต่างต้องทำงาน จึงมีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มาก โรเบิร์ตทำงานในร้านขายอะไหล่เรือ มอเตอรและใบพัด ซึ่งเป็นงานที่เขาทำตลอดช่วงเรียน
หลังจากนั้น โรเบิร์ตเดินทางไปโรมเพื่อศึกษาต่อ ก่อนจะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตศาสนปกครองที่คณะออกัสติเนี่ยนรับผิดชอบ ซึ่งก็คือชูลูกานาส ประเทศเปรู จอห์นเล่าว่า สิ่งที่สะกิดใจน้องชายมากที่สุดคือ “ความยากจน” ของผู้คนที่นั่น ซึ่งไม่ใช่เพียงขาดแคลน แต่ “ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง” ในสังคมด้วย จอห์นสะท้อนว่า หนึ่งในเป้าหมายของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 มาจนถึงวันนี้ คือการ “ช่วยเป็นปากเสียงให้คนที่ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวแทนพวกเขา”
จอห์นเล่าว่า โรเบิร์ตมองศาสนจักรในเปรูว่าเป็น “ศาสนจักรเยาว์วัย” ที่กำลังค่อยๆ เติบโตในชุมชนที่เขาเข้าไปทำงาน คนที่นั่นมักมอบของขวัญเล็กๆให้ และโรเบิร์ตก็จะนำกลับมายังบ้านที่สหรัฐอเมริกา พร้อมอธิบายความหมายและวัฒนธรรมเบื้องหลังของแต่ละชิ้น จนถึงทุกวันนี้ จอห์นยังเก็บของขวัญเหล่านั้นไว้หลายชิ้นในบ้านของเขาเอง
3. ความเปลี่ยนแปลงจากประสบการณ์ในเปรู และการสูญเสียพ่อแม่
โรเบิร์ตใช้ชีวิตในเปรูช่วงแรกต่อเนื่องถึง 11 ปี จอห์นยอมรับว่า ทุกครั้งที่น้องชายกลับบ้าน เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง “โดยเฉพาะในวิธีที่เขามองและปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น” จอห์นบอกว่า แม้โรเบิร์ตจะไม่พูดตรงๆ แต่ในใจของเขาคงคิดเสมอว่า “มีคนกำลังอดอยากอยู่” ทำให้วิธีใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น จากเดิมที่เคยสนุกกับการนั่งเรือ แต่หลังจากใช้ชีวิตกับคนยากจนในเปรู เขากลับมาบอกว่า “ไม่เอา มันเปลือง เราควรใช้เงินให้เป็นประโยชน์กว่านี้”
คนที่รู้จักโรเบิร์ตในเปรูบอกว่า การจากไปของ “คุณแม่” เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามี “อิสรภาพ” มากขึ้นในการทุ่มเทตัวเองให้ชีวิตธรรมทูต จอห์นยอมรับว่าเรื่องนี้ “ยากมาก” เพราะคุณแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ช่วงบั้นปลายของชีวิตมีการรักษาด้วยยาแบบทดลอง ทำให้เวลาที่แพทย์เคยคาดการณ์ไว้ 6 เดือนยืดออกไปถึง 6-8 ปี ระหว่างนั้น โรเบิร์ตต้องเดินทางขึ้นมาดูแลแม่หลายครั้ง ทุกครั้งที่อาการทรุด ทุกคนจะคิดว่า “คราวนี้คงจบแล้ว” แต่คุณแม่ก็กลับฟื้นตัว แล้วโรเบิร์ตก็ต้องกลับไปเปรูอีก
จอห์นเล่าว่า เมื่อเริ่มมองเห็นว่าจวนจะถึงวาระสุดท้าย โรเบิร์ตตัดสินใจอยู่กับแม่ “ทั้งวันทั้งคืน” เพื่อไม่ให้เธอต้องอยู่ลำพัง และเมื่อถึงเวลาพ่อของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็งเช่นกัน โรเบิร์ตก็อยู่ใกล้ชิดครอบครัว ทั้งในโรงพยาบาลและในช่วงสุดท้ายของชีวิต
หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต โรเบิร์ตยังกลับมาสหรัฐอเมริกาในช่วงฤดูร้อนหรือเวลาพัก แต่จอห์นพูดกับน้องชายแบบตรงๆ ว่า “พี่จะไม่ให้นอนค้างที่บ้านแล้วนะ เพราะนายเข้าร่วมคณะออกัสติเนี่ยนแล้ว นายก็ต้องไปอยู่กับคณะ” นั่นทำให้ทุกครั้งที่กลับมา โรเบิร์ตจะไปพักกับคณะออกัสติเนี่ยน
“มันง่ายกว่าเวลาต้องจากกัน” จอห์นอธิบาย พร้อมยอมรับว่า พวกเขา 3 พี่น้อง “ทะเลาะกันได้ดี และพวกเขามีกฎกับแขกทุกคนที่มาเยือนเหมือนกันว่า ‘สามทุ่มต้องกลับแล้วนะ’”
4. ชีวิตธรรมดาที่เรียบง่าย ชอบฟุตบอลและพิพิธภัณฑ์
แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จอห์นเล่าว่า น้องชายของตนยังคงมีความสนใจแบบคนธรรมดา โรเบิร์ตชอบพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในชิคาโก้ เวลาเพื่อนจากที่อื่นมา เขาจะเป็นคนพาเดินชมเมืองด้วยตัวเอง “เขาชอบทำแบบนั้น” และยังคงติดตามฟุตบอลอย่างสม่ำเสมอ เขาชอบทีมโรม่า ส่วนเบสบอล เขาอาจไม่ได้ตามแบบลงลึก แต่ยังเปิดดูผลคะแนนว่าทีมไหนแพ้ชนะ
เมื่อจบวาระการเป็นอธิการใหญ่ของคณะออกัสติเนี่ยน โรเบิร์ตได้กลับมาสหรัฐฯแบบสั้นๆ จอห์นเล่าว่า ตอนนั้นน้องชายของเขาตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบ “คนทำงานประจำ เริ่มงาน 9 โมงเช้า - 5 โมงเย็น” โรเบิร์ต (พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14) เคยพูดติดตลกว่า “ผมนึกว่าจะได้รถสักคัน” แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่เขาได้รับหลังการหมดหน้าที่อธิการใหญ่ของคณะออกัสติเนี่ยน ก็คือการไปเป็นบิช็อปในเปรู ซึ่งเขายอมรับหน้าที่ใหม่โดยไม่งอแง “เขาไม่ใช่คนชอบบ่นอะไร เขากินอาหารอย่างที่มี และรับบทบาทในฐานะสงฆ์อย่างจริงจัง”
5. การเดินสู่ตำแหน่งพระสันตะปาปา และมรดกจากพระสันตะปาปา ฟรานซิส
เมื่อพระสันตะปาปา ฟรานซิส ทรงแต่งตั้ง บิช็อป โรเบิร์ต เพรโวสท์ เป็นคาร์ดินัล และมอบภารกิจดูแลสมณกระทรวงเพื่อบิช็อปในวาติกัน จอห์นบอกว่าเขารู้ดีว่าน้องชายของเขา “เห็น” ว่าอะไรอาจเกิดขึ้นต่อจากนั้น และในการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ในปี 2025 คาร์ดินัลเพรโวสท์ ก้มหน้าลง เพราะรู้ว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาไม่อยากให้มา แต่สุดท้ายมันก็มาถึงแล้ว มันคือการได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปา
สำหรับความสัมพันธ์กับพระสันตะปาปา ฟรานซิส จอห์นถ่ายทอดสิ่งที่น้องชายเล่าให้ฟังว่า พระสันตะปาปา ฟรานซิส “เป็นคนธรรมดา มีอารมณ์ขัน” และ “ไม่ชอบความหรูหราที่มาพร้อมตำแหน่ง” เขาจำตัวอย่างที่โรเบิร์ตพูดถึงว่า พระสันตะปาปา ฟรานซิสไม่ยอมอยู่ในวังพระสันตะปาปา ไม่ยอมไปพักที่วังฤดูร้อน คาสเตล กันดอลโฟ และตั้งใจทำงานของศาสนจักรอย่างเต็มที่ พร้อมทั้ง “แทบไม่เคยหยุดพัก” เลย แม้คนรอบข้างจะกังวลว่าสุขภาพจะไหวหรือไม่
ในแง่แบบอย่างชีวิตประจำวัน พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ก็เป็นคนตื่นเช้ามากๆ จอห์นเล่าว่า ถ้าน้องของตนตื่นกลางดึก เขาจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกม “Words with Friends” จนเขาต้องทักว่า “ทำอะไรอยู่ตั้งแต่ตีสาม” และตอนนี้ พระสันตะปาปา เลโอ ก็กำลังฝึกภาษาเยอรมันด้วยการเล่นแอพ Duolingo ด้วย
6. คนเดิมในบทบาทใหม่กับชีวิตในวาติกัน
จอห์นมองว่า ตั้งแต่วันได้รับเลือกจนวันนี้ เลโอ ที่ 14 ยัง “พยายามเป็นตัวของตัวเอง” แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าตนเองต้องเป็น “แบบอย่าง” เขาเล่าว่า “พระสันตะปาปาจะไม่ออกไปไหน ถ้าไม่ได้แต่งชุดสีขาวของพระสันตะปาปา แม้จะเป็นแค่ตอนขึ้นไปบนดาดฟ้า ซึ่งไม่มีใครมองเห็น” เคยมีช่วงหนึ่งที่พี่น้องคู่นี้คิดจะ “สลับชุดกัน” ให้พระสันตะปาปาออกไปในสภาพแต่งตัวเป็นจอห์น เพื่อดูว่าจะมีใครจำได้หรือไม่ แต่สุดท้ายก็แค่เป็นเรื่องเล่าขำๆ ในครอบครัว
แม้จะยังทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง จอห์นสังเกตว่า น้องชายของตน “ดูเหนื่อยมากขึ้นและกำลังพยายามนอนให้เป็นเวลา” เมื่อมีโอกาสไปพักที่ คาสเตล กันดอลโฟ พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 จะเล่นเทนนิสเพื่อดูแลสุขภาพ และเมื่อการปรับปรุงภายในวังพระสันตะปาปาที่วาติกันเสร็จเรียบร้อย พระสันตะปาปาเลโอก็หวังจะติดตั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายบางส่วนไว้ที่นั่นด้วย
7. การเรียนรู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา และการพึ่งพาคำภาวนา
ในด้านภารกิจการพบปะผู้นำประเทศต่างๆ จอห์นยอมรับว่านี่คือส่วนงานที่ “ใหม่” สำหรับน้องชายของเขา และยังคงเป็นเรื่อง “ยากและเหนื่อย” แต่เขาเห็นว่าพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 “เริ่มคุ้นเคยมากขึ้น” พร้อมทั้งพยายามรักษาความเป็นกลางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
สิ่งหนึ่งที่จอห์นย้ำคือ พระสันตะปาปา “ซาบซึ้งกับคำภาวนาของผู้คน” จอห์นเชื่อว่าการสวดภาวนาให้กันและกันคือกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้ชายคนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงเด็กชายจากชิคาโก้ที่เดินทางไปสามเณราลัยเล็กในมิชิแกน สามารถยืนหยัดอยู่ในบทบาทผู้นำศาสนจักรคาทอลิกท่ามกลางโลกที่สลับซับซ้อนได้จนถึงวันนี้
Source:
- https://www.ncronline.org/news/hes-not-ours-anymore-pope-leo-xivs-brother-seeing-pope-making

Comments
Post a Comment