โป๊ปเลโอปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ ปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังอย่างเป็นทางการ
- โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงปิดประตูศักดิ์สิทธิ์และปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังที่มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน หลังจากโป๊ปฟรานซิส ทรงเปิดประตูนี้ตั้งแต่คริสต์มาส 2024
- ทรงย้ำ แม้ประตูศักดิ์สิทธิ์จะปิดแล้ว แต่ประตูแห่งพระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปิดตามไปด้วย
- ทรงแบ่งปัน ทุกครั้งที่พระเจ้าปรากฏองค์ออกมา เราจะได้เห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ เช่น ความยินดีและความปั่นป่วน การต่อต้านและการเชื่อฟัง เหมือนที่ เฮโรด เกิดความกลัวว่าบัลลังก์ของตนจะสั่นคลอน
ช่วงเช้าวันอังคารที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในการปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน เพื่อสิ้นสุดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังที่ดำเนินมาตั้งแต่วันคริสต์มาส ค.ศ. 2024 จากนั้น พระองค์ทรงเป็นประธานในมิสซาวันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์
ในส่วนบทสรุปเหตุการณ์ต่างๆ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้
1. ประตูศักดิ์สิทธิ์ปิดแล้ว แต่สัญลักษณ์แห่งพระเมตตาของพระเจ้ายังคงเปิดกว้าง
พระสันตะปาปาเริ่มพิธีด้วยการเดินไปที่ประตูศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งเป็นประตูศักดิ์สิทธิ์บานสุดท้ายที่ยังเปิดอยู่ในบรรดามหาวิหารเอกของกรุงโรม พระองค์คุกเข่าภาวนาเงียบๆ ก่อนจะปิดบานประตูทองสัมฤทธิ์ทั้งสองด้านลงด้วยพระองค์เอง
พระสันตะปาปาทรงกล่าวบทภาวนาว่า “ประตูศักดิ์สิทธิ์นี้ปิดลงแล้ว แต่ประตูแห่งพระเมตตาของพระเจ้ายังไม่เคยปิดลง”
“ขอให้พระหรรษทานอันเปี่ยมล้นยังคงเปิดกว้างเพื่อให้มนุษยชาติสามารถวางใจในพระเจ้าได้เสมอ ขอให้เราเคาะประตูบ้านของพระองค์ด้วยความมั่นใจเมื่อสิ้นสุดการเดินทางบนโลก และได้รับผลจากต้นไม้แห่งชีวิตสืบไป” พระสันตะปาปาทรงภาวนา
ทั้งนี้ วาติกันแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการว่า ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังมีผู้มาร่วมงานทั้งสิ้น 33.5 ล้านคน
2. ความกลัวทำให้ดวงตามืดบอด แต่ความหวังนำไปสู่รุ่งแสงของวันใหม่
หลังเสร็จสิ้นพิธีปิดประตู พระสันตะปาปาทรงเป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณภายในมหาวิหาร โดยพระวรสารในวันนี้มาจาก นักบุญแม็ทธิว (มธ 2:1-12) ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์บรรดาโหราจารย์เดินทางจากทิศตะวันออกเพื่อมานมัสการพระกุมารเยซู
พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันบทเทศน์โดยชี้ให้เห็นว่า พระคัมภีร์ไม่เคยปกปิดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าแสดงพระองค์ให้ทุกคนเห็น นั่นคือความขัดแย้งระหว่าง “ความยินดีของโหราจารย์” กับ “ความหวาดกลัวของกษัตริย์เฮโรด”
“ทุกครั้งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงการปรากฏองค์ของพระเจ้า พระคัมภีร์ไม่เคยปกปิดปฏิกิริยาที่ขัดแย้งกัน เช่น ความยินดีและความปั่นป่วน การต่อต้านและการเชื่อฟัง ความกลัวและความปรารถนา”
พระสันตะปาปาทรงขยายความถึงท่าทีของประชาชนที่กรุงเยรูซาเล็มว่า คนเหล่านี้คือผู้ที่รู้พระคัมภีร์และคิดว่าตนมีคำตอบทุกอย่าง แต่กลับสูญเสียความสามารถในการตั้งคำถามและไม่มีความอยากแสวงหาพระเจ้า พวกเขาจึงรู้สึกถูกคุกคามโดยผู้ที่มีความหวัง
“เฮโรดหวาดกลัวต่อบัลลังก์ของตนและปั่นป่วนใจในสิ่งที่เขารู้สึกว่าอยู่เหนือการควบคุม ความกลัวทำให้ดวงตามืดบอด ในขณะที่ความยินดีแห่งพระวรสารจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ ทำให้เรามีความรอบคอบ แต่ก็มีความกล้าหาญและสร้างสรรค์”
พระสันตะปาปายังเตือนใจว่า พระเจ้าไม่ใช่รูปเคารพที่เราจะควบคุมให้อยู่ในกำมือได้ แต่พระองค์ทรงมีชีวิตและเรียกร้องให้เราออกเดินทาง
“พระเจ้าทรงทำให้เราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะพระองค์ไม่ได้อยู่ในกำมือของเราเหมือนรูปเคารพเงินทอง แต่พระองค์ทรงมีชีวิตและประทานชีวิต ... มีชีวิตอยู่ในศาสนจักรของเราหรือไม่ มีที่ว่างสำหรับสิ่งใหม่ที่จะถือกำเนิดขึ้นหรือไม่ เราประกาศถึงพระเจ้าผู้ทรงเรียกเราให้ออกเดินทางหรือไม่” พระสันตะปาปาสอนและตั้งคำถาม
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน สรุปว่า “หากศาสนจักรไม่หยุดนิ่งและเป็นเพียงอนุสาวรีย์ แต่เลือกที่จะเป็น ‘บ้าน’ ที่มอบความอบอุ่น ศาสนจักรก็จะกลายเป็นรุ่งอรุณแห่งยุคใหม่ โดยมีแม่พระเปรียบเสมือนดวงดาวแห่งยามเช้าคอยนำทางพวกเรา”
3. จากของขวัญของโหราจารย์ สู่การสร้างสันติภาพในโลกความจริง
หลังมิสซาจบลง พระสันตะปาปาทรงนำสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวโดยทรงรำพึงถึงของขวัญที่บรรดาโหราจารย์นำมาถวายพระกุมาร (ทอง กำยาน และมดยอบ) พระองค์ชี้ว่าการคุกเข่าต่อหน้าทารกแห่งเบ็ธเลเฮมหมายถึงการยอมรับว่า เราได้พบกับความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงซึ่งความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าส่องสว่างออกมา
พระสันตะปาปายังเรียกร้องให้ความหวังที่คริสตชนประกาศต้องสามารถจับต้องได้ในชีวิตจริง โดยวอนขอให้โลกเกิดความเท่าเทียมและยุติความขัดแย้ง
“ขอให้อุตสาหกรรมสงครามถูกแทนที่ด้วยงานฝีมือแห่งสันติภาพ ในฐานะที่เราเป็นผู้ถักทอความหวัง ให้เราออกเดินทางร่วมกันสู่อนาคตผ่านเส้นทางใหม่” พระสันตะปาปาตรัสในช่วงท้าย
Sources:
1. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/homilies/2026/documents/20260106-epifania.html
2. https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/angelus/2026/documents/20260106-angelus.html

Comments
Post a Comment