โป๊ปฟรังซิส: “สัตบุรุษให้อภัยสงฆ์ที่ทำผิดเพราะบาป แต่ไม่ให้อภัยสงฆ์ที่ยึดติดเงินทอง”

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงย้ำ สัตบุรุษพร้อมให้อภัยพระสงฆ์ ถ้าพระสงฆ์ทำผิดเพราะความอ่อนแอจากบาป แต่สัตบุรุษจะไม่ให้อภัยพระสงฆ์ ถ้าพระสงฆ์ยึดติดกับเงินทองและดูแลพวกเขาแบบผิดๆ ทรงชี้ การติดป้ายราคารับศีลล้างบาปและการใส่ซองทำบุญขอมิสซาว่าต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ จัดเป็นการทำธุรกิจในพระวิหารของพระเจ้าและทำให้สัตบุรุษต้องเสื่อมเสียอย่างมาก



ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายพิธีบูชาขอบพระคุณในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา โอกาสวันระลึกถึงแม่พระถวายองค์ในพระวิหาร สำหรับพระวรสารประจำพิธีนี้ เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงขับไล่พวกพ่อค้าออกไปจากพระวิหาร พร้อมย้ำว่า “บ้านของเราจะเป็นบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนา แต่พวกเจ้ามาทำให้เป็นซ่องโจร” (ลูกา 19:45-48)

พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันพระวรสารนี้ว่า “ประชาชนเป็นคนดี ประชาชนไปพระวิหารและไม่ได้แสวงหาสิ่งเหล่านี้ (การค้า) แต่พวกเขาแสวงหาพระเจ้าพร้อมทั้งสวดภาวนา แต่แล้ว ประชาชนพวกนี้ต้องนำเงินของตนมาแลกเป็นเหรียญเพื่อทำบุญถวาย ประชาชนของพระเจ้าไม่ได้ไปพระวิหารเพื่อพ่อค้าเหล่านี้ ไม่ได้ไปพระวิหารเพื่อคนที่กำลังขายของบางอย่าง พวกเขาไปเพราะนี่คือพระวิหารของพระเจ้า และนี่คือการโกงซึ่งทำความเสื่อมเสียให้ประชาชน

“ยังจำเรื่องในพระธรรมเก่า เรื่องของ อันนา สตรีผู้เรียบง่ายและเป็นมารดาของซามูเอลได้ไหม อันนาไปที่พระวิหารเพื่อวอนขอพระหรรษทานให้กับลูกของเธอ อันนาสวดแบบเบาๆ ขณะที่บรรดาสมณะและลูกๆ ของเขาเป็นคนขี้โกง พวกเขาขูดรีดสัตบุรุษ พวกเขาทำความเสื่อมเสียต่อประชาชน

“พ่อกำลังคิดว่า ทัศนคติที่เป็นนิสัยไม่ใช่สงฆ์เหล่านี้ได้ทำความเสื่อมเสียให้ประชาชนอย่างไรบ้าง กล่าวคือ ทัศนคติของความอัปยศเสื่อมเสียแห่งการทำการค้าและจิตตารมย์ทางโลก แม้แต่ในทุกวันนี้ บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราเข้าวัด แล้วเราเห็นป้ายแสดงราคาติดไว้ว่า ‘ค่าใช้จ่ายสำหรับศีลล้างบาป, ใบอวยพร, การขอมิสซา’ สัตบุรุษถูกทำให้เสื่อมเสียเลยนะ

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งพ่อยังเป็นพระสงฆ์เพิ่งบวชใหม่ๆ พ่ออยู่ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและมีคู่รักคู่หนึ่งต้องการจะแต่งงานกัน พวกเขาไปที่วัด พวกเขาต้องการจัดมิสซาแต่งงาน แต่แล้ว เลขาฯวัดก็บอกว่า ‘ไม่ พวกคุณไม่สามารถจัดพิธีได้’ พวกเขาจึงถามว่า ‘ทำไมพวกเราถึงจัดมิสซาแต่งงานที่นี่ไม่ได้’ เลขาฯ ตอบว่า ‘ไม่ได้ พวกคุณทำไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถจัดได้เกิน 20 นาทีนะ’ คู่รักจึงบอกไปว่า ‘ทำไมล่ะ มันยังมีเวลาอื่นที่ว่างพอจะจัดพิธีได้นะ เราต้องให้มีมิสซา!’ เลขาฯจึงตอบกลับมาว่า ‘งั้นคุณต้องจ่ายเงิน 2 ต่อนะ’ (หมายถึงจองเวลาและสถานที่) การที่เราจะจัดมิสซาแต่งงาน เราต้องจ่ายสองต่อแบบนี้ นี่คือบาปแห่งความอัปยศชัดๆ

“พวกเรารู้อยู่แล้วว่า พระเยซูตรัสสอนว่า ใครที่เป็นเหตุทำให้เกิดเรื่องอัปยศเสื่อมเสีย มันเป็นการดีเสียกว่าที่จะจับเขาไปโยนลงทะเล เมื่อคนที่อยู่ในพระวิหาร ทั้งที่เป็นพระสงฆ์, ฆราวาส, เลขาฯ แต่ทำตัวเป็นนักธุรกิจ ประชาชนก็ถูกทำให้เสื่อมเสียไปแล้ว พวกเราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนี้ ฆราวาสก็เช่นกัน! ถ้าเราเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดในเขตวัดของเรา เราต้องมีความกล้าที่จะพูดเรื่องพวกนี้ต่อพระสงฆ์ประจำวัดว่า สัตบุรุษถูกทำให้เสื่อมเสีย

“มันน่าสนใจนะว่า ประชากรของพระเจ้าสามารถให้อภัยพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์อ่อนแอ(เพราะบาป) ให้อภัยเมื่อพระสงฆ์ถลำลึกลงไปในบาป ประชากรของพระเจ้ารู้ถึงวิธีการที่จะให้อภัยพระสงฆ์เหล่านี้ แต่มีอยู่ 2 สิ่งที่ประชากรของพระเจ้าไม่สามารถให้อภัยได้ นั่นคือ พระสงฆ์ที่ยึดติดกับเงินทองและพระสงฆ์ที่ทำไม่ดีต่อสัตบุรุษ สิ่งเหล่านี้สัตบุรุษจะไม่ให้อภัย! มันคือความอัปยศเมื่อพระวิหารที่เป็นบ้านของพระเจ้า กลายเป็นสถานที่ของการค้า เหมือนอย่างเรื่องงานแต่งงาน วัดถูกนำมาปล่อยเช่า

“ทำไมพระเยซูถึงมีปัญหากับเรื่องเงิน เพราะความรอดเป็นของที่ไม่ต้องจ่ายเงินนั่นไง ความรอดคือของขวัญจากพระเจ้า ... ดังนั้น เมื่อพระศาสนจักรหรือวัดต่างๆ เริ่มทำธุรกิจ เมื่อมีการกล่าวว่า ความรอดไม่ใช่ของฟรีๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพระเยซูจึงจับแส้เพื่อขจัดชำระล้างพระวิหารให้บริสุทธิ์” พระสันตะปาปา ตรัสในตอนท้าย

Read More: Vatican Radio