ฟาติมาสาร - ยากจะคาดเดา (26 สิงหาคม 2012)

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่วงที่วัดแม่พระฟาติมากำลังมีมิสซาเทิดเกียรติแม่พระอยู่นั้น วาติกันได้ออกแถลงการณ์ 35 หน้าสรุปสำนวนคดีที่ เปาโล กาบริเอเล่ อดีตพ่อบ้านประจำวังพระสันตะปาปาได้ยักยอกเอกสารสำคัญออกมาเผยแพร่แก่สื่อมวลชน โดยการสรุปสำนวนครั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลวาติกันได้ตั้งข้อหาคดีอาชญากรรมกับกาบริเอเล่ นอกจากนี้ ยังมีการระบุชื่อผู้ร่วมกระทำผิดอีกหนึ่งคน ได้แก่ เคลาดิโอ สชาร์เปลเล็ตติ พนักงานฝ่ายไอทีของสำนักเลขาธิการนครรัฐวาติกัน ที่มีส่วนช่วยในการยักยอกเอกสารต่างๆด้วย


หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการไต่สวนคดีในชั้นศาลของวาติกัน การไต่สวนจะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดคือวันที่ 20 กันยายน 2012 ซึ่งเป็นวันที่ศาลวาติกันจะกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง (ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 กันยายน ศาลวาติกันปิดทำการ เพราะเป็นช่วงหยุดพักร้อนประจำปี) ในส่วนของรายละเอียดแถลงการณ์ 35 หน้า มีเนื้อหาอย่างไรบ้างนั้น เราไปติดตามกันเลย

ผู้ต้องสงสัยอยู่ในวังพระสันตะปาปา

แถลงการณ์ระบุว่า การสืบหาตัวผู้ต้องสงสัยที่ขโมยเอกสารสำคัญไปให้สื่อมวลชน เริ่มต้นด้วยการเรียกประชุมคนที่อาศัยอยู่ในวังพระสันตะปาปา เพราะนี่คือคนที่เข้าถึงเอกสารต่างๆได้ง่ายสุด การประชุมนี้เกิดช่วงบ่ายวันที่ 21 พฤษภาคม 2012 มองซินญอร์ เกยอร์ก เกนชไวน์ เลขาฯพระสันตะปาปา เรียกสมาชิกทั้งหมดได้แก่ มองซินญอร์ อัลเฟรด ซัวเร็บ รองเลขาฯพระสันตะปาปา, ซิสเตอร์ 4 คนที่ทำหน้าที่แม่บ้าน, ซิสเตอร์ เบียร์กิต วานซิ่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ และ เปาโล กาบริเอเล่ พ่อบ้านประจำวังพระสันตะปาปา มาประชุมร่วมกัน (การประชุมเกิดขึ้นใน 2 วันให้หลังจากหนังสือ SUA SANTITA หรือแปลเป็นไทยว่า “ท่านสันตะปาปา” ออกวางแผง ... หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมเล่มเอกสารทั้งหมดที่ถูกขโมยออกมา)

มองซินญอร์เกนชไวน์ได้เดินไปรอบๆโต๊ะเพื่อเล่นจิตวิทยากดดันผู้กระทำผิดให้รับสารภาพ แต่ทั้งหมดปฏิเสธ จากนั้น มองซินญอร์เกนชไวน์ได้เดินไปจ้องหน้า เปาโล กาบริเอเล่ เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด พร้อมหยิบเอกสารสำคัญหลายฉบับที่มองซินญอร์เกนชไวน์ให้กาบริเอเล่เป็นคนรวบรวม แต่ถูกขโมยไปและถูกนำไปตีพิมพ์ลงในหนังสือ SUA SANTITA   อย่างไรก็ตาม กาบริเอเล่ ยังปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า ตนไม่ได้นำเอกสารเหล่านี้ไปให้นักข่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้ มองซินญอร์เกนชไวน์จึงแจ้งกาบริเอเล่ว่า เขาจะถูกสั่ง “พักงาน” จนกว่าผลการสอบสวนจะปรากฏออกมา กาบริเอเล่เริ่มโวยวายและบอกว่าตนถูกกลั่นแกล้งให้เป็นแพะรับบาป จากนั้น กาบริเอเล่ได้บอกกับมองซินญอร์เกนชไวน์ว่า ตนต้องไปพบกับ “คุณพ่อที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณ” เพื่อปรึกษาปัญหาที่เกิด อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจวาติกันได้บุกเข้าค้นอพาร์ทเม้นท์ที่กาบริเอเล่อาศัยกับภรรยาและลูกๆอีก 3 คนในเขตวาติกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบเอกสารสำคัญของพระสันตะปาปาเป็นจำนวนมากที่ถูกขโมยไป บางส่วนของเอกสารที่หายไปนั้น ได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือ SUA SANTITA นั่นเอง ผลที่ตามมาก็คือ วันที่ 23 พฤษภาคม 2012 เปาโล กาบริเอเล่ ถูกจับไปดำเนินคดี

ทำการนี้ด้วยการนำของพระจิต

หลังจากถูกจับตัวแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจวาติกันได้ไปสอบปากคำ มองซินญอร์ เกยอร์ก เกนชไวน์ และสมาชิกทุกคนในวังพระสันตะปาปา ทุกคนให้ปากคำเหมือนกันว่า “กาบริเอเล่เป็นคนซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระสันตะปาปา มองซินญอร์เกนชไวน์จะคอยมอบงานให้เขาทำเป็นระยะ อาทิ การร่างจดหมายภาษาอิตาเลี่ยนเพื่อตอบบุคคลสำคัญในนามพระสันตะปาปา ช่วงหลัง เขาได้รับหน้าที่เพิ่มเติมคือการตามเอกสารสำคัญซึ่งถูกส่งถึงพระสันตะปาปา ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กาบริเอเล่เป็นคนศรัทธาและร่วมมิสซาทุกวัน มันต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ดลใจให้เขาทำการเช่นนี้”

ทางด้าน กาบริเอเล่ ได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ผมเห็นปีศาจและการคอร์รัปชั่นมากมายในพระศาสนจักร ผมเชื่อว่า พระสันตะปาปาไม่ทราบเรื่องพวกนี้ พระองค์ถูกให้ข้อมูลแบบผิดๆ บางครั้งก็ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ผมช็อกเมื่อต้องเห็นเรื่องพวกนี้ ผมมั่นใจว่าสื่อมวลชนจะช่วยให้เรื่องพวกนี้ได้รับการเปิดเผยและแก้ไขให้ถูกต้อง ผมคิดว่า ผมกระทำการทั้งหมดอย่างมีสติและด้วยการนำของพระจิตเจ้า พระจิตเป็นผู้นำทางให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น ผมทำไปเพราะรักพระศาสนจักรและพระสันตะปาปา ผมไม่ต้องการให้พระสันตะปาปาต้องได้รับข้อมูลที่บิดเบือนอีกต่อไป”

คุณพ่อที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณได้เอกสารลับ แต่เผาทิ้งหมด

คนต่อไปที่ถูกเรียกสอบปากคำคือคุณพ่อที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณของเปาโล กาบริเอเล่ อย่างไรก็ตาม วาติกันไม่เปิดเผยชื่อจริงของคุณพ่อท่านนี้ โดยเรียกท่านผู้นี้ว่า “พยาน B” คุณพ่อท่านนี้เปิดเผยว่า หลังจากกาบริเอเล่ถูกมองซินญอร์เกนชไวน์สั่งพักงาน เขาได้มาปรึกษาคุณพ่อฝ่ายจิตวิญญาณพร้อมนำ “ตรายางสันตะสำนัก” และเอกสารลับต่างๆมามอบให้เป็นจำนวนมาก คุณพ่อพยาน B ท่านนี้ เปิดเผยว่า หลังจากที่กาบริเอเล่มอบสิ่งเหล่านี้ให้ ตนได้จัดการเผาทุกอย่างทิ้งทันทีโดยไม่เปิดเอกสารเหล่านั้นออกมาอ่านเลย

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อฝ่ายจิตวิญญาณท่านนี้ยอมรับว่า เป็นท่านเองที่สั่งให้กาบริเอเล่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาถ้าหากมีใครตั้งข้อสงสัย “ยกเว้นคนถามจะเป็นพระสันตะปาปาเท่านั้น ถึงจะให้พูดความจริง”

เช็คเงินสด, เหรียญทอง และบทกวีโบราณภาษาลาติน

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบในอพาร์ทเม้นท์ของกาบริเอเล่ นอกจากเอกสารสำคัญที่ถูกนำไปเผยแพร่ ยังมีสิ่งของมีค่าดังต่อไปนี้ 1) เช็คเงินสด 100,000 ยูโร (ประมาณ 3.9 ล้านบาท) ซึ่งมหาวิทยาลัยคาทอลิก ซาน อันโตนิโอ ดิ กัวดาลูเป้ ถวายแด่พระสันตะปาปาเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้, 2) เหรียญทองที่ กุยโด้ เดล กาสตีโญ่ ผู้อำนวยการบริษัท ARU ในเปรู ถวายแด่พระสันตะปาปา และ 3) บทกวีโบราณที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ ค.ศ.1581 (อายุ 431 ปี) ซึ่งเป็นสมบัติของวาติกัน

อีกหนึ่งผู้ต้องสงสัย

เป็นที่เชื่อกันว่า เปาโล กาบริเอเล่ ไม่น่าจะทำเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวคนเดียว เพราะก่อนหน้านี้ หากจำกันได้ ธนาคารวาติกันได้ทำการปลด “ก็อตติ เตเดสคี่” ประธานธนาคารวาติกันออกจากตำแหน่งในข้อหาบริหารงานแบบไม่โปร่งใสและไม่เป็นมืออาชีพ ช่วงนั้น มีการปล่อย “จดหมายไล่ออก” ให้สื่อมวลชนนำไปตีพิมพ์ด้วย ทั้งๆที่จดหมายฉบับนี้ถูกตีตราว่า “ลับสุดยอด” แต่ยังถูกขโมยออกมาได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวาติกันลงมือสืบและแกะรอยได้ว่า มีอีกหนึ่งผู้ร่วมขบวนการ ได้แก่ “เคลาดิโอ สชาร์เปลเล็ตติ” พนักงานฝ่ายไอทีของสำนักเลขาธิการนครรัฐวาติกัน (สชาร์เปลเล็ตติ นั่งทำงานในออฟฟิศของ พระคาร์ดินัล ตาร์ชิซิโอ แบร์โตเน่ เลขาธิการนครรัฐวาติกัน ผู้เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทั้งมวลและถูกกล่าวหาว่าเป็นคนคอร์รัปชั่นด้วย)

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า สชาร์เปลเล็ตติทำหน้าที่เป็นคนส่งเอกสารสำคัญต่างๆจากสำนักเลขาธิการนครรัฐวาติกันให้กับกาบริเอเล่ แต่เจ้าตัวน่าจะโดนข้อหาสถานเบา เพราะมีหน้าที่แค่ตัวจ่ายเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ปิดบัญชีด้วยตัวเอง

... ทั้งหมดก็คือความคืบหน้าอีกขั้นของคดี VATILEAKS คดีที่สั่นสะเทือนความโปร่งใสและความศรัทธาต่อวาติกันแบบร้ายแรงสุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา บทสรุปต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้น ไว้หลังวันที่ 20 กันยายน 2012 ที่ศาลวาติกันจะเปิดดำเนินการไต่สวน เราค่อยมาว่ากันต่อครับ


AVE   MARIA