โป๊ปย้ำผู้มีศาสนาต้องส่งเสริมสันติภาพและต่อต้านความรุนแรงทุกชนิด




สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงประกาศชัด ผู้มีศาสนาต้องส่งเสริมสันติภาพและต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมกันนี้ ทรงยืดอกรับแบบสุภาพบุรุษว่า ในอดีต คริสตศาสนาเคยทำเรื่องน่าอับอายด้วยการนำพระนามของพระเจ้าไปใช้ในทางที่ผิด โดยพระสันตะปาปาทรงกล่าวเรื่องนี้ ระหว่างงานจาริกแสวงบุญแห่งความจริง งานจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ ซึ่งจัดที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี

ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงประทับรถไฟออกจากสถานีวาติกันมุ่งหน้าไปยังสถานีอัสซีซี พร้อมกับผู้แทนศาสนาต่างๆ รวมทั้งผู้ประกาศตนไม่มีศาสนากว่า 100 คน เพื่อมุ่งหน้าไปร่วมงานจาริกแสวงบุญแห่งความจริง งานจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ ซึ่งพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงจัดขึ้น เพื่อรำลึก 25 ปีที่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยจัดขึ้นที่เมืองอัสซีซี โดยงานนี้ มีผู้แทนศาสนาจากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงานด้วย ได้แก่ พระสังฆราช ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ (ผู้แทนพระศาสนจักรคาทอลิกไทย), พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม คลองสาน (ผู้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก), แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต และ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี

ในส่วนของบทแบ่งปัน พระสันตะปาปาทรงเน้นมากๆว่า ผู้มีศาสนาทุกคนต้องชำระความเชื่อในพระเจ้าของตนให้ใสบริสุทธิ์ และอย่าถูกล่อลวงให้นำศาสนาไปสร้างความรุนแรงเป็นอันขาด

พระสันตะปาปาตรัสว่า "ข้าพเจ้าอยากเรียกร้องให้ผู้เชื่อในพระเจ้าและผู้มีศาสนาทุกคน ดูแลรักษาให้ความเชื่อที่ท่านมีนั้นใสบริสุทธิ์ ทั้งนี้ เพื่อให้พระเจ้าผู้เที่ยงแท้ทรงเป็นที่ประจักษ์และเข้าถึงได้ด้วยการดำเนินชีวิตของเรา"

จากนั้น พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทรงประณามการนำศาสนาไปสร้างความรุนแรงและเบียดเบียนผู้อื่น พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงยอมรับอย่างสุภาพบุรุษว่า ศาสนาคริสต์เคยมีประวัติศาสตร์เลวร้ายกับเรื่องนี้เหมือนกัน

"ในฐานะคริสตชน ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ใช่ มันเป็นความจริงในหน้าประวัติศาสตร์ที่เรา (ศาสนาคริสต์) เคยกดขี่ข่มเหงผู้อื่นผ่านทางการใช้พระนามของพระเจ้า เรายอมรับว่านี่เป็นความอัปยศอย่างยิ่ง ฉะนั้น ผู้นำคริสตชนทุกคน รวมถึงผู้นำศาสนาต่างๆ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสอนศาสนิกชนของตนว่า เราต้องทำให้ความเชื่อในพระเจ้าของเราบริสุทธิ์ และต้องให้ความเชื่อนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างสันติให้กับโลก"

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงกล่าวกับผู้ที่ประกาศตนไม่มีศาสนา แต่ยังตอบรับคำเชิญของพระองค์และมาร่วมงานจาริกแสวงบุญนี้ พระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงเน้นกับพวกเขาว่า "การไม่มีศาสนาไม่ใช่คำตอบของสันติภาพให้กับโลก ตัวอย่างชัดเจนคือค่ายนาซี สถานที่ซึ่งมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้า มนุษย์ทรยศพระองค์และมันนำพาทุกอย่างไปสู่ความรุนแรงและความเกลียดชัง กระนั้นก็ดี สำหรับผู้ที่ประกาศตนไม่มีศาสนา แต่กำลังมองหาคำตอบแท้จริงว่าสันติภาพเกิดจากอะไร ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า พวกเขากำลังมองหาสัจธรรมความจริงซึ่งก็คือองค์พระเจ้า พระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าปรากฏอยู่ในศาสนา เพราะนี่คือแนวทางปฏิบัติที่สะท้อนถึงพระองค์"

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนศาสนาต่างๆที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองแห่งสันติภาพร่วมกับพระสันตะปาปา ประกอบไปด้วย พระอัยกา บาร์โธโลมิว ผู้นำพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล, รับไบ เดวิด โรเซ่น ผู้แทนรับไบจากอิสราเอล, ศาสตราจารย์ วานเด้ อบิมโบล่า ผู้แทนศาสนาโยรูบ ศาสนา่ท้องถิ่นของชาวโยรูบาในไนจีเรีย, อาร์คบิช็อป โรแวน วิลเลี่ยมส์ ผู้นำศาสนจักรแองกลิกัน, ศาสนจารย์ อูลอฟ ฟิคเซ่ เลขาธิการสภาลูเธอรันสากล, ศรีวัตสา โกศวามี ผู้แทนชาวฮินดูในอินเดีย และ ฮาสยิม มูซาดี้ ผู้แทนนักวิชาการมุสลิมจากอินโดนีเชีย

อนึ่ง หลังพิธีช่วงเช้าจบลง ผู้ร่วมงานทั้งหมดจะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยอาหารมื้อนี้เป็นแบบเรียบง่าย ได้แก่ ข้าวสวย เสิร์ฟพร้อมกับสลัดผัก และตบท้ายด้วยผลไม้ ส่วนช่วงบ่าย ผู้แทนศาสนาต่างๆจะภาวนาส่วนตัว และจะกลับมาพบกันช่วงเย็น เพื่อฟังพระสันตะปาปากล่าวปิดงาน


ประมวลภาพ: งานจาริกแ่ห่งสันติภาพ ณ เมืองอัสซีซี






Comments

  1. พระอาณาจักรของพระเจ้ากำลังจะเติบโตในจิตใจ

    ReplyDelete

Post a comment