ฟาติมาสาร - คุยกับหนึ่งในนายจารีตยุคโป๊ป จอห์น ปอล ที่ 2 (10 เมษายน 2011)

ตลอดทั้งเดือนนี้ ผมวางแผนไว้ว่า จะนำเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 มาแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระแสความสนใจเกี่ยวกับมิสซาสถาปนาพระองค์ท่านเป็นบุญราศี เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งใกล้วันที่ 1 พฤษภาคม วันแห่งการสถาปนามากเท่าไหร่ เรื่องน่าสนใจก็ถูกนำเสนอออกมามากขึ้นเท่านั้น (นับจากวันนี้ – อาทิตย์ที่ 10 เมษายน – เท่ากับว่า เหลืออีกแค่ 20 วันเท่านั้น ก็จะถึงวันน่ายินดีนั้นแล้ว)


มองซินญอร์ คอนราด คราเยลสกี้ (ซ้าย) กับการทำหน้าที่ทีมจารีตประจำสันตะสำนัก


วันนี้ ผมขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ “มองซินญอร์ คอนราด คราเยลสกี้” หนึ่งในนายจารีตประจำสันตะสำนัก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน “ลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่” หนังสือพิมพ์ของนครรัฐวาติกัน มาแบ่งปันทุกท่าน หลายคนคงสงสัยว่า มองซินญอร์คราเยลสกี้ เป็นใครและทำหน้าที่อะไร ผมขอเล่าสั้นๆว่า มองซินญอร์ท่านนี้เป็นชาวโปแลนด์ บ้านเกิดเดียวกับพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ไฮไลต์สูงสุดของการปฏิบัติหน้าที่ในวาติกันก็คือ “การเป็นนายจารีตในมิสซาปลงพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2” และ “การเป็นคนถือไม้กางเขนขบวนแห่เปิดตัว สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16” (วันที่ได้รับเลือกและอวยพรสัตบุรุษหน้าลานมหาวิหารนักบุญเปโตร)  

มองซินญอร์คราเยลสกี้ ท่านเป็นหนึ่งในคนพิเศษไม่กี่คนที่ได้อยู่ข้างเตียงของพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 จนถึงวินาทีสุดท้ายที่พระองค์สิ้นพระชนม์ ดังนั้น ช่วยเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังหน่อยว่า บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเรื่องเหล่านี้ คนนอกแบบพวกเรา แทบไม่รู้เลย

“ได้ครับ ตอนนั้น พ่อจำได้ว่าวินาทีที่ คุณหมอเรนาโต้ บุซโซเน็ตติ (แพทย์ส่วนพระองค์) เดินไปสงบนิ่งหน้าเตียงของพระสันตะปาปา ทุกคนที่อยู่ในห้อง รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราพร้อมใจกันคุกเข่าลง ตอนนั้นในห้องไม่ได้เปิดไฟดวงใหญ่ เราเปิดแค่โคมไฟเล็กๆ ซิสเตอร์ 4 ท่านที่ทำงานรับใช้พระสันตะปาปาเริ่มร้องไห้ พระอัครสังฆราช สตานิสลาฟ จีวิสซ์ เลขาฯที่ทำงานรับใช้พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 มานาน 40 ปี ก็น้ำตาไหลออกมาอย่างชัดเจน ส่วนตัวพ่อ ก็มีน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน”

เราจินตนาการออกเลยว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้าและเงียบแบบสุดๆ เราคาดว่าทุกคนยังคงช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ใครเป็นคนแรกที่รวบรวมสติได้และเชิญทุกคนให้สวดภาวนาให้พระสันตะปาปา

“ใช่ วินาทีนั้น ทุกคนยังอึ้งและทำอะไรไม่ถูก สักพัก พระอัครสังฆราชจีวิสซ์ ก็ทำลายความเงียบ ด้วยการลุกไปเปิดไฟให้สว่างทั่วห้อง ก่อนจะนำขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงอันดังว่า ‘ลูกสรรเสริญพระองค์ พระเจ้าข้า ... ลูกประกาศพระนามของพระองค์ พระเจ้าข้า’ ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างมอง พระอัครสังฆราชจีวิสซ์ ด้วยความชื่นชม มันคือเสียงที่เรียกสติของทุกคนว่า อย่าได้เศร้าโศกเสียใจ แต่จงชื่นชมยินดีที่พระเจ้าได้ประทาน สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ให้กับเรา”

“แน่นอนเราทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นยังร้องไห้และเศร้า แต่เสียงเพลงที่เราขับร้อง มันค่อยๆดังและหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ เราขับร้องเพลง เต เดอุม เพื่อประกาศว่า พระเจ้าทรงมีชัยเหนือความตาย พระเจ้าทรงเปิดประตูสวรรค์ต้อนรับผู้มีความเชื่อในพระองค์ เราขับร้องเพลงนี้ด้วยความมั่นใจ เพราะเราได้เห็นพระเจ้าที่ทรงประทับอยู่ในตัวของพระสันตะปาปา”


มองซินญอร์คราเยลสกี้ (ซ้าย) ทำหน้าที่ในมิสซาปลงศพพระสันตะปาปา

การทำหน้าที่คนถือกางเขนนำขบวนวันเปิดตัวพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16


การได้อยู่ในเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 บอกอะไรกับคุณพ่อบ้าง

“หลังจากตั้งสติได้ พ่อก็เดินออกจากห้องบรรทมที่พระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ พ่อมองไปที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตรและเห็นสัตบุรุษนับแสนคนคุกเข่าสวดให้พระสันตะปาปา บางคนยังคงร้องไห้กับการจากไปของพระองค์ วินาทีนี้เองที่ทำให้พ่อเข้าใจว่า โลกกำลังร้องไห้ให้กับการจากไปของผู้ยิ่งใหญ่ มันหมายความว่าอย่างไร มันแสดงให้เห็นถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ที่พระสันตะปาปามีต่อพวกเขา และพวกเขามีต่อพระสันตะปาปา”

ถ้าเปรียบ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นอาจารย์ทางความเชื่อในพระเจ้า อาจารย์ท่านนี้ได้มอบบทเรียนสำคัญอะไรบ้างให้กับตัวของคุณพ่อ

“ตอนเด็กๆ พ่อเคยสงสัยว่า เราจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร พอโตขึ้น พ่อเปลี่ยนความสงสัยเป็นความเชื่อ เราไม่จำเป็นต้องเห็นพระเจ้า แต่เรารู้ว่าพระองค์มีอยู่จริง พอพ่อได้สัมผัสพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พ่อยิ่งตระหนักได้อีกว่า พระเจ้ามีอยู่จริงๆ และพระองค์ก็แสดงให้เราเห็นการประทับ ผ่านทางการดำเนินชีวิตของพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปาคือผู้ที่ทำให้คำพูดที่ว่า ‘พบพระเจ้าผ่านทางการดำเนินชีวิต’ เป็นจริงและจับต้องได้มากที่สุด”

“ทุกวันนี้ ต่อให้เป็นพระสงฆ์ พ่อก็แก้บาปทุกสัปดาห์ ที่ทำเช่นนี้ ไม่เพียงเพราะตระหนักว่าตัวเองเป็นคนบาป แต่พ่อยังรู้สึกถึงความเป็นคนบาปที่ประพฤติตนยังไม่ถึงเศษเสี้ยวความศักดิ์สิทธิ์ที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างด้วยซ้ำไป”   ....



AVE   MARIA