ฟาติมาสาร : ประสบการณ์ล้ำค่าจากโปรตุเกสและสเปน (ประจำวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2010)


การเดินทางครั้งสุดท้ายในยุโรปประจำปี 2010 จบลงแบบงดงาม ไม่เพียงได้ไปเยือน “ฟาติมา ประเทศโปรตุเกส” แบบที่ฝันไว้ แต่ยังโชคดีสองต่อ หนึ่งคือได้เจอหลานชายแท้ๆ ของ “บุญราศีฟรานซิสโก มาร์โต้” 1 ใน 3 เด็กน้อยที่เห็นแม่พระประจักษ์ สองคือได้ไปภาวนา ณ บ้านที่ “นักบุญอันตนแห่งปาดัว” เกิดอีกด้วย  ส่วนการไปดู “เรอัล มาดริด” ลงเล่นแบบสดๆถึงสนามซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ถือเป็นของขวัญที่พระมอบให้ละกัน .....
                                                  

                                          ฟาติมา ประเทศโปรตุเกส

ผมเดินทางจากกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกสไปยัง “ฟาติมา” ด้วยการนั่งรถบัส ระยะทางก็ไม่ไกลมากนัก ประมาณ 130 กิโลเมตร ค่ารถก็ไม่แพงเกินไป 10.50 ยูโรต่อ 1 เที่ยว (ประมาณ 440 บาท) การเดินทางมาฟาติมา ผมแนะนำว่า “อย่ามาด้วยรถไฟเด็ดขาด” เพราะระยะทางจากสถานีรถไฟกับสักการะสถานห่างกันถึง 17 กิโลเมตร ถ้ามาด้วยรถบัสจะสะดวกกว่า เพราะรถจะจอดที่สถานีรถบัส ซึ่งห่างจากตัวสักการะสถานประมาณ 800 เมตรเท่านั้น (มีรถบัสจากทั่วทุกเมืองของโปรตุเกสมาลงที่ฟาติมา ดังนั้น ถ้าคุณจะมาเที่ยวโปรตุเกส แบบลุยเองไม่ซื้อทัวร์ ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการเดินทาง)




วินาทีแรกที่ผมไปถึงฟาติมา ผมดีใจแบบสุดๆชนิดยากจะอธิบายเป็นตัวอักษร ผมรีบไปสำรวจและภาวนาทุกจุดที่สำคัญ อาทิ จุดที่แม่พระประจักษ์, มหาวิหาร, หลุมศพซิสเตอร์ลูซีอา-บุญราศีฟรานซิสโก-บุญราศียาชินทา, วัดน้อย, อนุสาวรีย์พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซู ซึ่งมีน้ำให้คนป่วยมาใช้รักษาโรค และไม้กางเขนขนาดใหญ่ซึ่งถูกสร้างขึ้นในค.ศ.1951 เพื่อฉลองปีปีติมหาการุญ นอกจากนี้ ผมยังได้เห็นผู้แสวงบุญจำนวนมาก “เดินเข่า” (คุกเข่าเดิน) เพื่อเป็นการพลีกรรมเข้าไปยังตัวมหาวิหารด้วย ... ที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ผมทำในช่วงเช้า เชื่อว่า หลายท่านที่เคยไปฟาติมา ก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน

ส่วนช่วงบ่าย ผมตัดสินใจ “ตามรอย” เด็กน้อยทั้งสามที่เห็นแม่พระประจักษ์ ด้วยการเดินเท้ากว่า 2.5 กิโลเมตร ไปยังบ้านของเด็กทั้งสาม ความพิเศษของการตามรอย ไม่ได้อยู่แค่ไปดูบ้านของเด็กทั้งสามเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การไปภาวนา ณ จุดที่แม่พระประจักษ์ (ครั้งที่ 4 … จากทั้งหมด 6 ครั้ง) และภาวนา ณ จุดที่เทวดาแห่งสันติภาพ (ANGEL OF PEACE) ปรากฏมาหาเด็กทั้งสาม เพื่อบอกให้ทุกคนพลีกรรมใช้โทษบาปอย่างดี (เทวดาปรากฏมาหาเด็กๆ 3 ครั้ง ใน ค.ศ.1916 ส่วนแม่พระประจักษ์ ค.ศ.1917) ... สำหรับคนที่คิดจะเดินทางมาเอง แต่มีผู้สูงอายุมาด้วย การเดินทางไปบ้านเด็กทั้งสาม สามารถใช้วิธีนั่งรถบริการที่มหาวิหารจัดเตรียมไว้ให้ ผมไม่รู้ว่าค่าโดยสารเท่าไหร่ แต่เห็นผู้สูงอายุหลายคนนั่งกัน

สถานที่แรกในการตามรอยคือ “บ้านของบุญราศีฟรานซิสโกและบุญราศียาชินทา” (พี่น้องกัน) แวบแรกที่ไปถึง ผมเดินสำรวจรอบบ้านและไปสัมผัสกำแพงที่เด็กทั้งสามยืนถ่ายเป็นฉากหลังในช่วงแม่พระประจักษ์ ผมมั่นใจว่าทุกคนน่าจะคุ้นตากับกำแพงนี้ ถ้าจำไม่ได้ ก็ดูรูปข้างล่าง ปัจจุบัน กำแพงบ้านดังกล่าวได้รับการอนุรักษ์อย่างดี เพื่อให้ทุกอย่างคงสภาพเดิมมากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็ไม่พลาดจะเก็บภาพตัวเองกับกำแพงนี้อย่างแน่นอน






คุณลุงฟรานซิสโก มาร์โต้ หลานแท้ๆของบุญราศีฟรานซิสโกและบุญราศียาชินทา

ขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพกับกำแพงนี้ ก็มีลุงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านบุญราศีทั้งสอง ลุงเดินเข้ามาหาผมและบอกให้เดินเข้าไปในบ้านได้ จากนั้น ลุงก็แนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อ ฟรานซิสโก มาร์โต้ ผมเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้ ผมเป็นหลานของบุญราศีฟรานซิสโกและบุญราศียาชินทา พ่อของผมชื่อ เจา เป็นพี่ชายแท้ๆของบุญราศีทั้งสอง” ลุงถามผมว่ามาจากไหน ผมบอกเมืองไทย ลุงทำหน้าตื่นเต้นพร้อมบอกว่า “มาไกลจริงๆ ผมเคยไปเมืองไทย เมื่อปี 1996 ประเทศไทยสวยมากๆ” จากนั้น ลุงก็พาผมเดินดูรอบๆบ้าน พาดูรูปสมัยเด็กที่พ่อของลุงถ่ายกับเด็กทั้งสามที่เห็นแม่พระประจักษ์, ดูใบพรที่ สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 และสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมอบให้พ่อของลุง ระหว่างที่ทั้งสองพระองค์เสด็จเยือนฟาติมา นอกจากนี้ ลุงฟรานซิสโก ยังบ่นเสียดายที่พ่อของตน เสียชีวิตก่อนจะได้เห็นน้องชายและน้องสาวของตนได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศี “พ่อของผมเสียชีวิตเดือนเมษายน 2000 ส่วนการสถาปนาบุญราศีมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2000 ผมเสียดายมาก เพราะเวลาคลาดเคลื่อนกันแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง”

จบจากบ้านบุญราศีฟรานซิสโกและบุญราศียาชินทา ผมเดินต่อไปอีก 200 เมตร เพื่อเยี่ยมบ้านของซิสเตอร์ลูซีอา (เสียชีวิตปี 2005) ปัจจุบัน ญาติพี่น้องของซิสเตอร์ลูซีอาได้ยกบ้านหลังนี้ให้สังฆมณฑลทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในบ้านของซิสเตอร์ลูซีอายังรักษาสภาพเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนของพ่อแม่, ของซิสเตอร์และพี่น้อง, ห้องเย็บผ้า รวมไปถึงห้องทำอาหาร ผมมีโอกาสเดินไปด้านหลังของบ้าน เพื่อไปเยี่ยมบ่อน้ำที่เทวดาปรากฏมาหาเด็กทั้งสาม (ปรากฏตรงนี้ เป็นครั้งที่ 2 จากทั้งหมด 3 ครั้ง) เทวดาได้แสดงนิมิตให้ ยาชินทา เห็น เป็นภาพพระสันตะปาปากำลังกุมหน้าคุกเข่าสวดอย่างเคร่งเครียดอยู่ในบ้านหลังใหญ่ (หมายถึงพระศาสนจักร) ขณะที่คนที่ยืนอยู่นอกบ้าน ตะโกนด่าพระสันตะปาปาด้วยถ้อยคำหยาบคาย เทวดาจึงบอกกับยาชินทาว่า “เมื่อเธอเห็นเช่นนี้ เธอก็ต้องสวดให้พระสันตะปาปามากๆ”

จุดที่แม่พระประจักษ์ครั้งที่ 4

เสร็จจากบ้านซิสเตอร์ลูซีอา ผมเดินขึ้นเนินไปอีก เพื่อไปภาวนา ณ จุดที่แม่พระประจักษ์ครั้งที่ 4 แม่พระประจักษ์ตรงนี้ในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.1917 สาเหตุที่เดือนนี้ แม่พระมาประจักษ์ตรงนี้ก็เพราะเด็กทั้งสามไม่สามารถไปหาแม่พระได้ในวันที่ 13 สิงหาคม (หาที่บริเวณสักการะสถาน ซึ่งตอนนั้นเป็นทุ่งหญ้าให้แกะมากินหญ้า) ที่ไปหาไม่ได้เพราะเด็กทั้งสามถูกตำรวจจับขังคุก เนื่องจากคิดว่าเด็กๆเป็นบ้า กระนั้น แม่พระก็นัดให้เด็กๆมาหาบริเวณแถวบ้านซึ่งเป็นเนินทุ่งหญ้า ตรงจุดที่แม่พระประจักษ์ มีป้ายคำพูดที่แม่พระบอกกับเด็กทั้งสามว่า “สวด สวดให้มากๆ จงทำพลีกรรมใช้โทษบาป เพื่อคนบาปทั้งหลาย”  


จุดที่เทวดาปรากฏมาหาเด็กทั้งสาม (ครั้งที่ 1 และ 3)

จุดที่เทวดาปรากฏครั้งที่ 2
ถัดจากบริเวณนี้ ผมเดินต่อไปยังสถานที่สุดท้ายก็คือจุดที่เทวดาปรากฏกับเด็กทั้งสาม (ปรากฏครั้งที่หนึ่ง เดือนเมษายน 1916 และครั้งที่สาม เดือนตุลาคม 1916) ณ ที่นี่เอง เด็กทั้งสามได้รับศีลมหาสนิทและดื่มถ้วยกาลิซจากเทวดา เทวดาบอกให้เด็กๆสวดสายประคำและทำพลีกรรมให้มาก เพื่อคนบาปจะได้กลับใจ  ... บริเวณนี้ ผมเห็นรูปถ่ายผู้แสวงบุญจำนวนมากถูกวางไว้ตรงรูปเทวดาและเด็กทั้งสาม ผมคิดว่า นี่คงเป็นรูปของคนที่มาสวดขอแม่พระ รูปถ่ายหลายใบมีการเขียนชื่อและขอพร รวมทั้งเขียนขอบคุณแม่พระที่ช่วยเหลือพวกเขา แน่นอนว่า ผมก็วางรูปถ่ายของผมไว้ตรงนั้นด้วย เพื่อเป็นการขอบคุณที่แม่พระช่วยเหลือผมและครอบครัวเสมอมา   ....


                                        เยี่ยมบ้านเกิดของ “นักบุญอันตนแห่งปาดัว”

การไปสวด ณ จุดที่ “นักบุญอันตน” เกิด จัดเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า นักบุญอันตนเป็นชาวโปรตุเกส ไม่เคยรู้ว่า นักบุญอันตนเกิดที่ลิสบอน การมาเยือนสถานที่เกิดของท่านนักบุญ ไม่อยู่ในโปรแกรมของผมด้วยซ้ำ  ผมมั่นใจว่า คนทั่วไปต้องคิดว่า นักบุญอันตน เป็นชาวอิตาเลี่ยนแน่ๆ เพราะชื่อของท่านมีคำว่า “ปาดัว” (ปาโดว่า) ซึ่งเป็นเมืองในอิตาลีตามหลัง  แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะนักบุญอันตนเป็นชาวโปรตุเกส แต่ไปสิ้นใจที่เมืองปาดัว ...

หลังจากเดินเที่ยวเนินเขาของกรุงลิสบอน ซึ่งมีอาสนวิหารแม่พระและปราสาทโบราณตั้งอยู่ ผมก็เดินลงเนินเขาโดยมีจุดหมายปลายทางคือการเดินช้อปปิ้ง ระหว่างทางที่เดินลงเนิน ผมเดินผ่านวัดคาทอลิกแห่งหนึ่งที่มีรูปปั้นนักบุญอันตนตั้งอยู่ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร กะจะเดินผ่านไปเลย แต่คนที่ร่วมทางมาด้วยบอกผมว่าเดินเข้าไปสวดกันหน่อยไหม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็เดินเข้าไป ภายในวัดมีแต่รูปนักบุญอันตนเต็มไปหมด ผมไม่ได้เอะใจอะไร เพราะคิดว่าคงเป็นวัดที่ใช้ชื่อนักบุญอันตนแน่ๆ








จากนั้น ผมมองเห็นป้ายลูกศรชี้ที่ประตูบานหนึ่ง พอเดินเข้าไปเป็นทางแคบๆ เดินได้ทีละคน และต้องเดินลงห้องใต้ดิน ผมก็เดินลงไป จากนั้น ผมได้เห็นรูปสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 คุกเข่าสวดอยู่ ผมคิดว่าต้องมีอะไรอยู่ในห้องใต้ดินแน่ๆ และก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เมื่อข้างหน้าผมมีตัวอักษรเขียนว่า “นักบุญอันตน เกิดตรงนี้” เท่านั้นแหละ หัวใจและสมองของผมตื่นเต้นทันที เพราะเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ผมเพิ่งไปสวดและเอามือแตะโลงศพของ นักบุญอันตน ที่เมืองปาโดว่ามาหยกๆ 3 เดือนให้หลัง ผมได้มาเยือนบ้านเกิดของท่านนักบุญอันตน เรียกได้ว่า ผมไปภาวนา ณ จุดที่นักบุญอันตนเกิดและตาย แบบครบทุกที่แล้ว


                                        บุกรัง “เรอัล มาดริด” และเจอเพื่อนเก่า

จบจากโปรตุเกส ผมบินข้ามมากรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน ถ้าเอาจริงๆ ผมไม่ค่อยอยากมาสเปนเท่าไหร่ เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งมาประเทศนี้ (ไป “บาร์เซโลน่า” ... ทุกประเทศที่ผมไป ผมจะไปสองที่หลักๆ หนึ่งคือวัดและสถานที่สำคัญทางคาทอลิก สองคือสนามฟุตบอล) แต่ที่ผมต้องมา เพราะมีนัดกับ “คาร์ลอส” เพื่อนชาวสเปนที่เรียนด้วยกันที่สวีเดน คาร์ลอสจัดการซื้อตั๋วดูฟุตบอลคู่ “เรอัล มาดริด พบ ราซิ่ง ซานตานเดร์” ให้กับผม (เรอัล ชนะ 6-1) นับว่า เป็นประสบการณ์การดูฟุตบอลติดขอบสนามที่น่าจดจำอีกหนึ่งเกม เพราะนัดนี้ ผมได้เห็น “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ซัดคนเดียว 4 ประตู เรียกได้ว่า คุ้มค่ากับเงิน 50 ยูโรที่จ่ายไปจริงๆ


คาร์ลอส (กลาง) และ เซร์คิโอ (ขวา) ญาติของคาร์ลอส

ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว บ้านของ "เรอัล มาดริด"









พูดถึงคาร์ลอส ผมนึกได้ว่า ผมเคยแบ่งปันเรื่องเพื่อนๆชาวยุโรปทิ้งวัดเพราะซึมซับกระแสเกลียดชังพระสงฆ์คาทอลิก มาวันนี้ ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า กระแสนี้ยังมีอยู่และหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ผมและคาร์ลอสจะเข้าสนามฟุตบอล เราไปนั่งหาอะไรดื่มและพูดคุยกันตามประสาเพื่อนสนิท ผมจำไม่ได้ว่า ตอนนั้น คุยกันเรื่องอะไร แต่จำได้แน่ๆคือผมถามว่า “วันอาทิตย์ ไม่ต้องไปมิสซาเหรอ” คาร์ลอสตอบผมว่า “ไม่ ... เราเป็นคาทอลิกก็จริง แต่เราไม่ไปวัดแล้ว ตอนเด็ก เราไปวัดกับพ่อแม่ทุกวันอาทิตย์ แต่ตอนนี้ไม่ไปแล้ว เรายอมรับว่า เราเป็นคาทอลิก เราเชื่อพระเจ้า เรามีศาสนา แต่เราไม่ไปวัดเพราะเราไม่ชอบพวกพระสงฆ์ ไม่ชอบการประพฤติตัวของพวกพระสงฆ์ นายลองไปถามคนสเปนดูซิ เรามั่นใจว่า แทบทุกคนจะตอบว่า เป็นคาทอลิก เชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไปวัด เพราะไม่ชอบพระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่ดี ไม่ชอบพระสงฆ์ที่ชอบวางมาด และไม่ประพฤติตนตามที่เทศน์สอน” คำตอบของคาร์ลอส ทำเอาผมเงียบไปสักพัก ก่อนจะตั้งสติได้ ผมเลยเปลี่ยนเรื่องคุยว่า วันที่ 6-7 พฤศจิกายนนี้ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 จะเสด็จเยือนบาร์เซโลน่า และ 15-21 สิงหาคม 2011 พระองค์จะเสด็จเยือนกรุงมาดริด เพื่อร่วมงานเยาวชนโลก

คราวนี้ คาร์ลอสตอบมาว่า "พระสันตะปาปาเหรอ ... เราชอบพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 มากกว่าพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" ผมถามเหตุผล ก่อนจะได้รับคำตอบที่ทำเอาผมอยากยื่นมือไปตบหัว (กบาล) เพื่อนคนนี้ทันที “ก็ไม่ชอบหน้าตาอะ องค์เก่าดูใจดี องค์นี้ดูดุ หน้าตาแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็นโป๊ปเลย”

จะว่าไป ผมเข้าใจเหตุผลของคาร์ลอสเป็นอย่างดี เรื่องเกลียดชังพระสงฆ์ ทำให้ผมเข้าใจแนวคิดของพระสันตะปาปา ที่ประกาศให้ ค.ศ.2009-2010 เป็น “ปีพระสงฆ์” คนไทยอาจไม่เข้าใจและไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับปีดังกล่าว เพราะพระศาสนจักรคาทอลิกไทยไม่ประสบปัญหาเกลียดชังพระสงฆ์ แต่ถ้าเป็นยุโรป กระแสนี้แรงจนน่ากลัว ดังนั้น พระสันตะปาปาต้องประกาศปีพระสงฆ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระสงฆ์ประพฤติตนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระสันตะปาปาต้องการกอบกู้ภาพลักษณ์และความศักดิ์สิทธิ์ในตัวพระสงฆ์ให้กลับคืนมา เพราะสำหรับคริสตังความเชื่ออ่อนแอ ถ้าพวกเขาเห็นพระสงฆ์ทำตัวไม่ดี เขาก็พร้อมจะทิ้งวัดทุกเวลา เพราะใจของเขา “ยึดติดกับคน” ไม่ใช่ “ยึดติดกับพระ”

ส่วนเรื่องไม่ชอบพระสันตะปาปาเพราะหน้าดุ ... ผมเจอคำตอบนี้มาเยอะมาก (ผมมั่นใจว่า คนอ่านหลายคนก็มีความคิดแบบนี้) แต่ผมอยากบอกว่า อย่าตัดสินคนที่หน้าตา เพราะถ้าคุณติดตามพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 มาตลอด คงจะรู้ว่า สองพระองค์มีแนวทางการบริหารพระศาสนจักรเหมือนกัน ถ้าจะพูดว่า พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็น “คนเบื้องหน้า” ส่วนพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็น “คนทำงานเบื้องหลัง” ก็คงไม่ผิดนัก ทั้งสองทำงานร่วมกันนานถึง 24 ปี เรื่องความสนิทสนมไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันก็ว่าได้ ดังนั้น ถ้ามีคนมาบอกว่า ไม่ชอบพระสันตะปาปาเพราะเหตุผลตื้นๆแค่ “หน้าไม่ได้” ผมจะผิดหวัง เพราะการตัดสินนี้ เกิดจากอคติมากกว่าการเปิดใจรับความดีและความจริงที่เกิดขึ้น (คาร์ลอสเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีมากๆ ผมจึงหวังว่า เขาจะเปลี่ยนความคิดและกลับไปหาพระโดยเร็ว)

... ทั้งหมดก็เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทางในยุโรปครั้งสุดท้ายของปี 2010 ลาแล้ว ยุโรป และสวัสดีประเทศไทย ดินแดนอันเป็นที่รักยิ่งของชาวเรา   ....   



                                               AVE   MARIA


Comments

  1. ติดตามมาตลอด
    ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ

    ReplyDelete

Post a comment