โป๊ปเลโอขอเยาวชนคนหนุ่มสาวกล้าใช้ชีวิตแบบนักบุญ “พระเยซูไม่ได้เรียกเราให้ใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ”
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงขอร้องเยาวชนคนหนุ่มสาวกล้าดำเนินชีวิตแบบนักบุญ อย่าพอใจแค่ความเชื่อที่ทำตามความเคยชิน เพราะพระเยซูไม่ได้เรียกเราให้ใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ แต่เรียกเราไปสู่ชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์เหมือนชีวิตของพระองค์
➡️ ทรงเตือนสติ ตอนที่พระเยซูเกิด แม่พระกับนักบุญโยเซฟหาที่พักไม่ได้ เพราะทุกที่เต็มหมด ชีวิตของคนทุกวันนี้ก็เหมือนกัน เต็มไปด้วยงาน ธุระ และเรื่องวุ่นวาย จนไม่มีที่ว่างให้พระเจ้า และไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าชีวิตขาดพระองค์ไป
➡️ ทรงขอให้คนหนุ่มสาวกล้าแต่งงานและสร้างครอบครัว อย่ากลัวคำว่า “ตลอดไป” ขอให้สามีภรรยาพร้อมเปิดบ้านต้อนรับลูกที่จะเกิดมา แม้โลกจะบอกว่าลูกเป็นภาระ และถ้าใครรู้สึกว่าพระคริสต์เรียกให้เป็นสงฆ์คาทอลิกหรือนักบวช อย่าเมินเสียงนั้นเพราะกลัวจะเสียโอกาสอื่นๆ ไป
➡️ ทรงย้ำ เราต้องกล้าเป็นคนซื่อตรงแม้ต้องเสียบางอย่าง กล้าให้อภัยแม้จะดูเหมือนยอมแพ้ และเมื่อทุกคนบอกให้คิดถึงตัวเองก่อน ก็อย่ากลัวที่จะเป็นคนสุดท้าย พระองค์หวังว่าคนที่เห็นพวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้ จะสงสัยว่า “ทำไมเขาใช้ชีวิตแบบนี้ เขาได้อิสรภาพแบบนี้มาจากไหน”
![]() |
| Photo Credit: Vatican Media |
ช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในการตื่นเฝ้าภาวนากับเยาวชน ณ สนามกีฬาเซนเตนาริโอ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย สนามนี้เคยใช้แข่งฟุตบอลโลกครั้งแรกใน ค.ศ.1930 พิธีนี้มีคริสตชนมาร่วมกว่า 100,000 คน สำหรับพระดำรัสในคืนนี้ พระสันตะปาปาทรงเปรียบคริสตชนอุรุกวัยที่เป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม กับเมืองเบ็ธเลเฮม และขอให้คนหนุ่มสาวกล้าใช้ชีวิตแบบนักบุญ ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้
1. เมื่อความเชื่อไม่ได้ส่งต่อกันง่ายๆ เหมือนคนรุ่นก่อน
พระสันตะปาปาเริ่มด้วยการพูดถึงเรื่องที่ชุมชนคริสตชนหลายแห่งกำลังเจอ คือสังคมห่างไกลจากศาสนามากขึ้น และคนจำนวนมากเฉยเมยกับเรื่องศาสนา ซึ่งคริสตชนในอุรุกวัยเจอมาก่อนที่อื่น
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ในหลายที่ ความเชื่อไม่ได้ส่งต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนคนรุ่นก่อนๆ อีกแล้ว และมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์กับศาสนจักรหรือปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำ … ประสบการณ์ของพวกท่านจึงช่วยพี่น้องในส่วนอื่นๆ ของโลก ที่เริ่มได้รู้ว่าการเป็นคนกลุ่มน้อยหมายถึงอะไร แต่แม้ในสภาพแบบนี้ ก็ยังมีคนที่ไม่ยอมแพ้ มีพ่อแม่ที่ภาวนากับลูก ครูที่พยายามใช้ชีวิตเป็นพยานถึงความเชื่อ คนหนุ่มสาวที่ได้พบพระคริสต์และอยากติดตามพระองค์ แม้ในเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยว ชุมชนที่ยังคงมาชุมนุมกัน และสงฆ์คาทอลิกที่เดินทางไกลเพื่อนำศีลศักดิ์สิทธิ์ไปให้คริสตชน เมื่อคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ พ่อนึกถึงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในพระคัมภีร์อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือเบ็ธเลเฮม”
2. เบ็ธเลเฮมเป็นเมืองเล็ก แต่ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญ
พระสันตะปาปาทรงเล่าว่า ประกาศกมีคาห์เรียกเบ็ธเลเฮมว่าเป็นเมือง “เล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์” แต่นักบุญแม็ทธิวกลับบอกว่า “เจ้าไม่ได้เล็กที่สุดเลย” ทั้งที่เบ็ธเลเฮมยังเป็นเมืองเล็กเหมือนเดิม ไม่ได้ใหญ่ขึ้นหรือสำคัญขึ้นทางการเมืองเลย
“เมื่อเรามีจำนวนน้อย เมื่อเรี่ยวแรงลดลง หรือเมื่อเราเห็นว่าบทบาทของเราในสังคมไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็มีความเสี่ยงที่เราจะเริ่มตัดสินสถานการณ์ของเราด้วยเกณฑ์แบบมนุษย์มากๆ พระวรสารเชิญเราให้มองอีกแบบหนึ่ง พระเจ้าเลือกเบ็ธเลเฮม และแค่การเลือกนั้นก็พอแล้ว ที่จะทำให้เราไม่เอาความเล็กไปเท่ากับความไม่สำคัญ แค่นึกถึงศีลมหาสนิทก็พอแล้ว พระเจ้าแห่งจักรวาลอยู่ในรูปของปังและเหล้าองุ่นธรรมดาๆ”
3. ในชีวิตของเรา ยังมีที่ว่างสำหรับพระเยซูไหม
จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดถึงตอนที่พระเยซูเกิด แม่พระกับนักบุญโยเซฟหาที่พักไม่ได้ เพราะ “ไม่มีที่ว่างสำหรับพวกเขา” พระเยซูจึงต้องนอนในรางหญ้า พระองค์บอกว่าภาพนี้เหมือนความเฉยเมยต่อพระเจ้าในทุกวันนี้
พระสันตะปาปาตรัสว่า “ชีวิตเต็มไปด้วยธุระ ความผูกพัน แผนการ และสิ่งที่ดึงความสนใจ จนการที่ไม่มีพระเจ้า ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไรอีกต่อไป คนเราอาจใช้ชีวิตไปโดยไม่ได้ตามหาพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น โดยไม่รู้ตัวว่าเราต้องการพระองค์มากแค่ไหน … เมื่อมีคนพยายามสร้างโลกที่ไม่มีพระเจ้า ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้มนุษย์ไม่มีที่ยืนด้วยเช่นกัน … และความเฉยเมยก็ค่อยๆ เข้ามาในชีวิตของเราที่มีความเชื่อได้เช่นกัน”
“เบ็ธเลเฮมถามเราด้วยคำถามง่ายๆ ข้อหนึ่ง มีที่ว่างสำหรับพระองค์ไหม ที่ว่างในเวลาของเรา ในวิธีคิดของเรา ในบ้านของเรา ที่ว่างให้เราฟังพระองค์ รับการให้อภัยจากพระองค์ และยอมให้พระวาจาของพระองค์ตักเตือนเรา เราต้องรักษาพระคริสต์ไว้ที่ศูนย์กลางของชีวิต ด้วยการภาวนา มิสซา การแก้บาป และการอ่านพระวรสารอย่างไตร่ตรอง เราทุกคนต้องกลับมาเป็นศิษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเราอยากให้คนอื่นได้พบพระคริสต์ เราเองต้องรู้จักทางไปเบ็ธเลเฮมด้วยตัวเอง”
4. อย่ากลัวคำว่า “ตลอดไป” จงกล้ามีลูก แม้โลกจะบอกว่าลูกเป็นภาระ
พระสันตะปาปาทรงเล่าถึงโหราจารย์ ที่เห็นดาวจากที่ไกลแล้วออกเดินทาง ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะไปจบที่ไหน พระองค์บอกว่าคนหนุ่มสาวสามารถสะท้อนแสงสว่างของพระคริสต์ในชีวิตได้ จนคนที่ไม่ได้เข้าวัดมาหลายปี หรือไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเชื่อในพระเจ้า เริ่มอยากตามหาพระองค์ แล้วพระองค์ก็ขอให้คนหนุ่มสาวกล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต
“จงกล้าก้าวออกไปด้วยการแต่งงานและสร้างครอบครัว อย่ากลัวคำว่า ‘ตลอดไป’ สามีภรรยาทั้งหลาย จงเปิดบ้านให้กับชีวิตใหม่ แม้โลกจะบอกว่าลูกเป็นภาระ ถ้าใครรู้สึกว่าพระคริสต์เรียกให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อเป็นสงฆ์คาทอลิกหรือนักบวช อย่าเมินเสียงนั้นเพราะกลัวจะเสียโอกาสอื่นๆ ไป เมื่อการเป็นคนซื่อตรงต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ก็จงยอมจ่าย เมื่อการให้อภัยดูเหมือนการยอมแพ้ ก็จงให้อภัย เมื่อทุกคนบอกให้คิดถึงตัวเองก่อน อย่ากลัวที่จะเป็นคนสุดท้าย จงกล้าสละเวลา เงิน ความสะดวกสบาย และแผนการของตัวเอง เพื่อรับใช้ผู้อื่น ขอให้คนที่มองพวกลูก ถามตัวเองว่า ‘ทำไมเขาใช้ชีวิตแบบนี้ เขาได้อิสรภาพแบบนี้มาจากไหน ทำไมพวกเขารักกันมากขนาดนี้’” พระสันตะปาปาตรัส
5. จงใช้ชีวิตแบบนักบุญ อย่าพอใจแค่ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ
ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงเล่าถึงคนเลี้ยงแกะที่ไม่ได้ตามหาอะไรเลย แต่ทูตสวรรค์มาบอกพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เราขอประกาศความยินดียิ่งใหญ่แก่ท่าน” หลังได้พบพระกุมาร พวกเขากลับไปทำงานเดิม ไปเจอปัญหาเดิม แต่ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว พระสันตะปาปาขอให้ทุกคนกลับบ้านไปแบบเดียวกัน
“ขอให้การพบกันครั้งนี้เป็นเหมือนเบ็ธเลเฮม เพื่อให้พวกท่านกลับไปใช้ชีวิตในแบบใหม่ ขอให้พระคริสต์เข้ามาอยู่จริงๆ ในสิ่งที่พวกท่านทำ สิ่งที่พวกท่านรัก สิ่งที่พวกท่านเลือก และแม้ในสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น จงเป็นนักบุญ อย่าพอใจแค่ชีวิตที่ถูกต้องตามธรรมดา หรือความเชื่อที่ทำตามความเคยชิน อย่าให้พระเจ้าแค่บางส่วนของพวกท่าน จงมอบตัวทั้งหมด … อย่ากลัวที่จะมุ่งไปสู่สิ่งนี้ พระคริสต์ไม่ได้เรียกเราให้ใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ แต่เรียกเราไปสู่ชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์เหมือนชีวิตของพระองค์” พระสันตะปาปาตรัสสอนในตอนท้าย
Source:
ติดตามต่อ: ข่าววาติกัน · ข่าวพระสันตะปาปา · ข่าวคาทอลิก · พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14

Comments
Post a Comment