โป๊ปเลโอขอสถาบันการศึกษาคาทอลิก ช่วยให้เด็กใช้ AI อย่างรอบคอบ “ให้มนุษย์มาก่อนอัลกอริทึ่ม”

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงขอให้สถาบันการศึกษาคาทอลิกช่วยให้เด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างรอบคอบ “ให้มนุษย์มาก่อนอัลกอริทึ่ม”


➡️ ทรงสอนผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ตาสอนให้เรามองโลกอย่างตั้งใจ จนได้พบพระเจ้า มือมีไว้โอบกอดและสร้างสันติ ไม่ใช่สร้างสงคราม ลิ้นสอนว่าการรู้ข้อมูลเยอะไม่ได้ทำให้ใครมีสติปัญญา จมูกเตือนว่าเราเริ่มชินกับการดูถูกและทิ้งคนอื่น ส่วนหูสอนให้ฟังคนอื่น และมองเขาเป็นพระพร ไม่ใช่ภัยคุกคาม


➡️ ทรงเตือน ขณะที่เรายกให้คอมพิวเตอร์มี “ความฉลาด” เรากลับยอมรับศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้ยาก และทิ้งคนที่ถูกมองว่าไม่ทำประโยชน์แล้ว พร้อมย้ำว่า “ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธ”

พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงกล่าวกับครูและนักศึกษาคาทอลิก ระหว่างการเยือนอุรุกวัย
Photo Credit: Vatican Media


ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงพบกับตัวแทนสถาบันการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอุรุกวัย กรุงมอนเตวิเดโอ ระหว่างการเดินทางเยือนอุรุกวัย อาร์เจนตินา และเปรู โดยมีอาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศมาร่วมงาน มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยต้อนรับนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 เมื่อกว่า 38 ปีก่อน ตอนที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง


โอกาสนี้ พระสันตะปาปาทรงชวนทุกคน “เดินทาง” ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา มือ ลิ้น จมูก และหู เพื่อให้เห็นว่าการศึกษาคาทอลิกควรช่วยเด็กและเยาวชนในโลกทุกวันนี้อย่างไร ซึ่ง Pope Report เรียบเรียงใจความสำคัญมาให้ดังนี้


1. “ตา” สอนเด็กให้รู้จักมองอย่างตั้งใจ จนได้พบพระเจ้า


พระสันตะปาปาเริ่มด้วยการขอบคุณครูและบุคลากรที่ทำงานการศึกษา พร้อมบอกว่าเป้าหมายของงานอภิบาลด้านการศึกษา คือให้นักเรียน ครู และผู้บริหาร ได้ยิน ได้เห็น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส และได้กลิ่นข่าวดี ให้ข่าวดีส่องสว่างประสาทสัมผัสของพวกเขา เหมือนที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังสีสันสดใสในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำ จากนั้นพระองค์เริ่มที่ดวงตา โดยยกบทสดุดีที่ว่า “เมื่อข้าพเจ้ามองดูฟ้าสวรรค์”


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ผู้ประพันธ์บทสดุดีพาเราไปสู่สิ่งที่ดวงตาทำได้สูงส่งที่สุดอย่างหนึ่ง คือการหยุดมองสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจ จนรู้สึกทึ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องจิตใจหรือเรื่องที่จับต้องได้ … การมองอย่างตั้งใจแบบนี้เป็นการประกาศพระวรสารรูปแบบหนึ่ง ทุกวันนี้คนเราตั้งใจจดจ่อกับอะไรได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราช่วยเด็กและเยาวชนในเรื่องนี้ได้ พวกเขาจะไปถึงความลึกซึ้งที่ตัวเองปรารถนา ได้มีเวลาเงียบและไตร่ตรอง และคุ้นเคยกับการพูดคุยกับมโนธรรมของตนและกับพระเจ้ามากขึ้น พ่อจึงขอให้พวกท่านให้ความสำคัญกับการมองอย่างตั้งใจในงานการศึกษาของพวกท่าน”


2. “มือ” มีไว้โอบกอดและสร้างสันติ ไม่ใช่สร้างสงคราม


จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดถึงมือ บทสดุดีบอกว่าฟ้าสวรรค์เป็นผลงานจากมือของพระเจ้า และในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมด มีแต่มนุษย์ที่มีมือไว้เพาะปลูก ทักทาย และโอบกอดกัน แต่พระองค์เตือนว่า มือมนุษย์ทุกวันนี้กำลังสร้างสิ่งที่เลวร้ายที่สุด


“เราลืมไม่ได้ว่า ทุกวันนี้มือมนุษย์กำลังสร้าง ‘ผลงานของมนุษย์’ ที่เลวร้ายที่สุด คือสงคราม การศึกษาคาทอลิกที่พวกท่านส่งเสริมอยู่ ได้รับเรียกให้ช่วยชุมชนการศึกษาเห็นว่า การสัมผัส นิ้วมือ และมือ สำคัญแค่ไหนต่อการสร้างสันติภาพ” พระสันตะปาปาตรัส


พระองค์ยกคำพูดของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ในสารเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) เรื่องสองอ้อมกอดในชีวิตของเรา


“ถ้านักเรียนของเราได้สัมผัส ‘อ้อมกอดในศีลล้างบาปที่พระบิดามอบให้เราตอนที่เรายังเล็ก’ พวกเขาก็จะปรารถนา ‘อีกอ้อมกอดหนึ่ง คืออ้อมกอดของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ผู้รอเราอยู่ในความรุ่งโรจน์’ การช่วยให้เด็กและเยาวชนของเรา ‘รู้สึกว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดทั้งสองนี้ คืองานที่ยากแต่งดงามของผู้ประกาศพระวรสาร’ คนที่รู้สึกว่าพระบิดาโอบกอดตัวเอง จะกลายเป็นผู้สร้างสันติอย่างแน่นอน” พระสันตะปาปาทรงย้ำ


3. “ลิ้น” รู้ข้อมูลเยอะ ไม่ได้แปลว่ามีสติปัญญา


พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการรับรส โดยยกคำของนักบุญเปโตรที่ว่า “ท่านได้ชิมแล้วว่าพระเจ้าดีแค่ไหน” พระองค์อธิบายว่าการรับรสทำให้นึกถึงสติปัญญา ซึ่งไม่ได้มาจากการเก็บข้อมูล แต่มาจากการใช้ชีวิต การไตร่ตรอง และการค่อยๆ ซึมซับ แล้วโยงไปถึงเรื่อง AIในโรงเรียน


“การรับรสไม่ได้มีแค่การรู้ว่าอะไรรสอะไร หรือบอกได้ว่าเป็นอาหารอะไร หรือจัดประเภทมื้ออาหาร เช่นเดียวกัน คนที่รวบรวมข้อมูลโดยไม่ไตร่ตรอง ไม่คิดใคร่ครวญ และไม่เข้าใจบริบท ก็ถือว่าเป็นคนมีสติปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่การศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของเรา ต้องช่วยให้เกิด ‘การใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างรอบคอบ ให้มนุษย์มาก่อนอัลกอริทึ่ม และทำให้ความฉลาดด้านเทคนิค อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อม ไปด้วยกันได้’” พระสันตะปาปาตรัสย้ำ


4. “จมูก” ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธ


ต่อมา พระสันตะปาปาทรงพูดถึงกลิ่น โดยยกเรื่องที่บ้านในหมู่บ้านเบธานีอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันหอม ที่ผู้หญิงคนหนึ่งเทลงบนเท้าของพระเยซู และคำของนักบุญออกัสตินที่บอกว่าชื่อเสียงที่ดีเปรียบเหมือนกลิ่นหอม แต่พระองค์เตือนว่าทุกวันนี้ เราเริ่มชินกับกลิ่นเหม็นของการดูถูกและทิ้งคนอื่นแล้ว


พระสันตะปาปาตรัสว่า “ทุกวันนี้ ชื่อเสียงของผู้คนถูกโจมตีอยู่ตลอดเวลา จนการทิ้งขว้าง การปฏิเสธ และการดูถูกผู้อื่น กลายเป็นกลิ่นเหม็นที่จมูกของเราเคยชินไปแล้ว ทุกวันนี้ผู้คนเริ่มไม่มองกันเป็นมนุษย์ และนี่คือความท้าทายของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของเรา ‘ความย้อนแย้งเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เรายกให้ระบบคอมพิวเตอร์มี “ความฉลาด” เรากลับยากที่จะยอมรับศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครพรากไปได้ของมนุษย์ ซึ่งชีวิตของพวกเขาถูกตัดสินด้วยเกณฑ์ของประสิทธิภาพ และเมื่อถูกมองว่าไม่ทำประโยชน์อีกต่อไป ก็ถูกปฏิเสธและทิ้งขว้าง’”


“เราต้องปกป้องกลิ่นหอมของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีรากฐานอยู่ในกลิ่นหอมของพระเมสสิยาห์ เราต้องประกาศอีกครั้งว่า ชีวิตมนุษย์ต้องได้รับความเคารพในทุกช่วงและในทุกสภาพ ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธ” พระสันตะปาปาทรงย้ำเตือน


5. “หู” ฟังคนอื่น และมองเขาเป็นพระพร ไม่ใช่ภัยคุกคาม


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการได้ยิน โดยยกถ้อยคำของพระเยซูที่ว่า “ใครมีหูก็จงฟังเถิด” พระองค์บอกว่าการศึกษาคาทอลิกอยู่แค่ในวงของตัวเองไม่ได้ แต่ต้องฟังครอบครัว สังคม และผู้คนจากทุกภาคส่วน


“การศึกษาคาทอลิกของเราจำกัดตัวเองอยู่ในวงปิดไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะฟังครอบครัว สังคม ผู้มีอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งคนจากภาคเศรษฐกิจและกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ทุกวันนี้ เด็กและเยาวชนของเรา ‘ฟัง’ เมื่อพวกเขาทำงานอาสาสมัคร งานธรรมทูต และโครงการเพื่อชุมชน คนที่ฟัง จะมองคนอื่นเป็นพระพร ไม่ใช่ภัยคุกคาม … คนแต่ละรุ่นเปลี่ยนไปเร็วกว่าในอดีตมาก และการก้าวให้ทันยุคสมัย โดยไม่ทิ้งประเพณีที่ดี เป็นความท้าทายจริงๆ” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย

Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/speeches/2026/november/documents/20261107-uruguay-mondo-educazione.html 


Comments