โป๊ปสอนเยาวชน “จงเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” ไม่ใช่เป็นมนุษย์แค่ภาพลักษณ์ อย่ากลัวการแต่งงานกับการสร้างครอบครัว
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอนเยาวชน จงเป็นมนุษย์ที่แท้จริง จงเป็นชายและหญิงที่มีเลือดเนื้อจริงๆ เป็นคนที่ไว้ใจได้ ไม่ใช่เป็นมนุษย์แต่ภาพลักษณ์
➡️ ทรงย้ำ การแต่งงานก็เป็นกระแสเรียกเช่นกัน ขอให้เยาวชนอย่ากลัวการแต่งงานและสร้างครอบครัว
➡️ ทรงแนะ เยาวชนต้องแสวงหาเสียงของพระเจ้าในความเงียบ เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยเสียงรบกวน ทั้งหูฟัง ดนตรี ความบันเทิง และเสียงในโลกออนไลน์
➡️ ทรงเผยทีมฟุตบอลที่เชียร์อีกหนึ่งทีมนอกจาก “โรม่า” ก็คือ “เรอัล มาดริด” แต่เชียร์ในฐานะ “โรเบิร์ต เพรโวสท์” ส่วนถ้าถามในฐานะพระสันตะปาปา พระองค์เชียร์ทุกทีม ส่วนทีมชาติ พระสันตะปาปาเชียร์บ้านเกิด “สหรัฐอเมริกา”
![]() |
| Photo Credit: Daniel Ibáñez/EWTN News |
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเริ่มต้นการเสด็จเยือนสเปนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยกำหนดการครอบคลุมกรุงมาดริด บาร์เซโลน่า และหมู่เกาะกานารี่ส์ ทริปนี้ พระสันตะปาปาเสด็จเยือนประเทศที่กำลังเผชิญความแตกแยกทั้งทางการเมืองและบาดแผลในศาสนจักรที่เกิดจากสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ โดยพระองค์ต้องการนำสารแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ความรักเมตตา และความหวังไปเยียวยาทุกคน
สำหรับใจความสำคัญของวันแรกในการเสด็จเยือนสเปน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. เพรโวสต์อยู่ข้างเรอัล มาดริด แต่ถ้าเป็นพระสันตะปาปา พ่อเชียร์ทุกทีม
บนเครื่องบินจากกรุงโรมมุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด เอลิซ อัลเล่น นักข่าวจาก Crux Nox ถามพระสันตะปาปาว่า พระองค์เชียร์ทีมอะไรในฟุตบอลโลก พระสันตะปาปาตอบว่า “ทีมชาติสหรัฐอเมริกา” จากนั้น อัลเล่น ถามอีกว่า “แล้วใน ลา ลีกา พระองค์เชียร์ทีมไหนระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์ซ่า”
“พระสันตะปาปาอยู่ข้างทุกทีม แต่ (โรเบิร์ต) เพรโวสต์ อยู่ข้างเรอัล มาดริด” พระสันตะปาปาตอบอย่างอารมณ์ดี
2. ความรักความเมตตา เรารอช้าไม่ได้
หลังเสด็จถึงกรุงมาดริด พระสันตะปาปา ได้เสด็จเยี่ยมศูนย์ CEDIA 24 Horas ของคาริตัส ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลผู้ไร้บ้านและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง พระองค์ย้ำว่า เมื่อคนกำลังทุกข์และต้องการความช่วยเหลือ ความรักความเมตตาไม่ใช่เรื่องที่เราจะรอกันได้
พระสันตะปาปา ตรัสว่า “ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำเชิญให้เราพิจารณาทุ่งนาที่พร้อมรอการเก็บเกี่ยว และเตือนเราว่า ความรักความเมตตาไม่อาจรอช้าได้ ถ้าไม่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีเมื่อมันสุก ผลผลิตก็สูญเสียไป … นี่คือความรับผิดชอบของเราต่อหน้าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ... เป็นเวลาสำหรับรัก ซึ่งไม่ควรสูญเสียหรือเลื่อนออกไป”
3. งานเมตตาธรรมไม่ใช่ความหมกมุ่นของคนบางกลุ่ม แต่คือหัวใจของพันธกิจศาสนจักร
พระสันตะปาปายกคำสอนจากสารเตือนใจ Dilexi Te (เรารักท่าน) เพื่อเตือนคริสตชนว่า บางครั้งแม้แต่คริสตชนเองก็อาจถูกอุดมการณ์ทางโลกหรือวิธีคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจหล่อหลอม จนมองงานเมตตาธรรมผิดไป
“เมื่อบางคนปฏิเสธหรือเยาะเย้ยงานเมตตาธรรม เหมือนงานเหล่านี้เป็นเรื่องหมกมุ่นของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่หัวใจของพันธกิจศาสนจักร มันทำให้พ่อเห็นชัดว่า เราต้องกลับไปอ่านพระวรสารอีกครั้ง ไม่อย่างนั้น เราอาจปล่อยให้ความคิดของโลกมาแทนที่พระวรสาร … ถ้าเรายังต้องการอยู่ในชีวิตของศาสนจักร ที่เริ่มจากพระวรสาร และเกิดผลในทุกยุคทุกสมัย เราจะละเลยคนยากจนไม่ได้”
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันยังเตือนเรื่องหัวใจที่เฉยชา โดยยกคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่พูดถึงหัวใจเย็นชาและเคยชินกับชีวิตสุขสบายว่า “หัวใจที่มีชีวิตจะอบอุ่นและเต้นอยู่ตลอด มันให้ชีวิต หัวใจที่เย็นชานิ่งอยู่กับที่ ไม่สูบฉีดเลือดอีกต่อไป และนำไปสู่ความตาย”
4. การช่วยคนทุกข์ยากต้องเริ่มจากการมองตา ไม่ใช่แค่การให้ของ
พระสันตะปาปาย้ำว่า การช่วยเหลือคนยากจนต้องเป็นการพบปะกันแบบพี่น้อง ไม่ใช่เพียงการให้สิ่งของจากระยะไกล พระองค์อ้างอิงคำถามของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่เคยถามว่า เมื่อเราให้ทาน เรามองตาคนขอทานหรือไม่ และได้สัมผัสมือของเขาหรือไม่
พระสันตะปาปา เลโอ ตรัสว่า “คนที่รักอย่างแท้จริงทำมากกว่าแค่การให้ทาน พวกเขาฟัง พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเขาพยายามเข้าใจและรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากและสาเหตุของสถานการณ์เหล่านั้น พวกเขาพิจารณาไม่เพียงความต้องการทางวัตถุ แต่รวมถึงความต้องการฝ่ายจิตด้วย และพวกเขาทำงานเพื่อการส่งเสริมมนุษย์อย่างครบถ้วน”
5. โป๊ปเล่าถึงนักบุญที่หล่อหลอมชีวิตพระองค์ และประสบการณ์ในเปรู
ในพิธีตื่นเฝ้าภาวนากับเยาวชนกว่า 600,000 คนที่ ปลาซ่า เด ลิม่ากรุงมาดริด พระสันตะปาปาตรัสถึงนักบุญที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของพระองค์ ได้แก่ นักบุญจอห์น คริสซอสตอม ผู้รักพระวาจาและกล้าพูดความจริง, นักบุญโทมัสแห่งวิลลานูเอว่า บิช็อปของคนยากจน และนักบุญตูริบีโอแห่งโมโกรเบโฆ มิชชันนารี่ในเปรู ผู้ทำงานเพื่อความยุติธรรม
พระสันตะปาปายังเล่าว่า ช่วงเวลาที่เคยเป็นมิชชันนารี่และบิช็อปในเปรู ทำให้พระองค์ได้พบผู้คนที่ยากจนทางวัตถุ แต่ร่ำรวยในความเชื่อ และประสบการณ์นั้นเปลี่ยนพระองค์ด้วยพระวรสาร
“พ่อจดจำเหนือสิ่งอื่นใดคือชีวิตความเชื่อของผู้คน ผู้คนที่ผ่านความยากลำบากมากมาย แต่เต็มไปด้วยความหวัง การพบปะกับบาดแผลและความชื่นชมยินดีของประชาชน ทำให้พ่อเติบโตบนหนทางของการติดตามพระเยซู”
6. เสียงของพระเจ้าได้ยินในความเงียบ และความจริงต้องพาเราเข้าใกล้พระเจ้า
จากนั้น ตัวแทนเยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อ และถามพระสันตะปาปาว่า จะรู้จักเสียงของพระเจ้าท่ามกลางเสียงมากมายได้อย่างไร
พระสันตะปาปาตอบว่า ให้เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด คือความเงียบ เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยเสียงรบกวน ทั้งหูฟัง ดนตรี ความบันเทิง และเสียงในโลกออนไลน์
“เพื่อจะรู้จักเสียงของพระเจ้า สิ่งที่ช่วยเราได้ก่อนอื่นคือความเงียบ ... หลายครั้งเราเดินไปพร้อมหูฟัง ไปพร้อมดนตรี ไปพร้อมสิ่งรบกวน และเราไม่รู้จักอยู่ในความเงียบ เมื่อเราหลุดพ้นจากเสียงอึกทึกของเสียงนับพัน เราจะรู้ว่า บางเสียงหลอกลวงความปรารถนาของเรา บางเสียงซื้อเราโดยไม่เลี้ยงดูเรา บางเสียงพูดเพื่อผลประโยชน์ ในความเงียบ เราเข้าใจว่าอุดมการณ์ต่างๆ ผ่านไป แต่ความจริงยังคงอยู่”
“หลายเสียง หลายสิ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์หลอกเราและเล่าเรื่องโกหกให้เราฟัง จงแสวงหาความจริงเสมอ พระเจ้าคือความจริง ถ้าสิ่งใดพาเจ้าออกห่างจากพระเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่ความจริง อย่าลืมเรื่องนี้” พระสันตะปาปาตรัสย้ำ
7. ฟังพระวาจาและเฝ้าศีลมหาสนิท เพื่อแยกแยะเสียงของพระเจ้า
พระสันตะปาปาสอนว่า การรู้จักเสียงของพระเจ้าไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่ต้องเริ่มจากการฟังพระวาจา และอยู่ต่อหน้าพระองค์ในความเงียบ โดยเฉพาะในการเฝ้าศีลมหาสนิท
“เพื่อจะรู้จักเสียงของพระเจ้า จำเป็นต้องฟังพระวาจา พระวาจาของพระเจ้ามีชีวิต เพราะคือพระคริสต์ ผู้ซึ่งพระสุรเสียงของพระองค์ยังคงก้องอยู่ในศาสนจักร”
“การเฝ้าศีลมหาสนิท ... เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับการรักษาความเงียบ ปลดปล่อยหัวใจ และ ‘อยู่’ ต่อหน้าพระเจ้า สนทนากับพระองค์ เพื่อให้พระองค์ทรงเปล่งเสียงในความรักของพระองค์” พระสันตะปาปาทรงสอน
8. ก่อนเป็นครู เราทุกคนยังเป็นศิษย์
พระสันตะปาปาสอนว่า การช่วยคนอื่นพบความงดงามของความเชื่อ ต้องเริ่มจากชีวิตที่สอดคล้องกัน เพราะต่อหน้าพระเจ้า เราทุกคนยังเป็นศิษย์ ไม่ใช่ครูตั้งแต่แรก
“จงจำไว้ว่า ไม่มีใครในพวกเราเกิดมาเป็นครู และต่อหน้าพระเจ้า เราทุกคนเป็นศิษย์ ดังนั้น จงแบ่งปันเส้นทางฝ่ายจิตของพวกท่าน โดยให้พยานด้วยชีวิตที่สอดคล้องกัน” พระสันตะปาปาทรงย้ำ
9. อย่ากลัวกระแสเรียก และการแต่งงานก็เป็นกระแสเรียกเช่นกัน
ในช่วงท้าย พระสันตะปาปาตรัสกับเยาวชนว่า อย่ากลัวที่จะคิดถึงกระแสเรียกสู่ชีวิตสงฆ์คาทอลิก ชีวิตนักบวช หรือการรับใช้ในศาสนจักร ขณะเดียวกัน พระองค์ยังหันไปแสดงความยินดีกับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน และย้ำว่า การแต่งงานก็เป็นกระแสเรียกเช่นกัน
“อย่ากลัวเลยที่จะคิดถึงกระแสเรียกสู่ชีวิตสงฆ์คาทอลิก ชีวิตนักบวช หรือการรับใช้อื่นๆ ในศาสนจักร ถ้าก่อนหน้านี้พ่อพูดว่า ‘อย่ากลัวที่จะคิดถึงกระแสเรียก’ การแต่งงานก็เป็นกระแสเรียกเช่นกัน อย่ากลัวการแต่งงานและการสร้างครอบครัว”
10. เยาวชนต้องเป็นเกลือและแสงสว่าง แม้ในโลกดิจิทัล
พระสันตะปาปามองว่า เยาวชนเปลี่ยนสังคมได้ เริ่มจากชีวิตประจำวันในครอบครัว มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน และแม้แต่พื้นที่ดิจิทัล
“พวกลูกเยาวชนถูกเรียกให้มอบทิศทางใหม่แก่สังคม โดยเป็นผู้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของตัวลูกเอง พ่อรู้สึกตื่นเต้นเมื่อคิดถึงความสามารถที่พวกท่านมีในการเป็นพยานถึงพระคริสต์ในโลก รวมถึงในพื้นที่ดิจิทัล เพื่อสื่อสารคุณค่าและความงดงามของพระวรสาร”
11. จงเป็นมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ภาพลักษณ์
ตอนท้าย พระสันตะปาปามอบพันธกิจที่ชัดเจนให้เยาวชน คือเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจริง มีใบหน้าที่ไว้ใจได้ แสวงหาความยุติธรรม และเปลี่ยนโลกด้วยความรัก
“พ่ออยากมอบพันธกิจหนึ่งให้พวกท่านทุกคน นั่นคือ จงเป็นมนุษย์ ใช่ จงเป็นมนุษย์ เป็นชายและหญิงที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่เป็นใบหน้าที่ไว้ใจได้ พวกท่านสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ จงทำเช่นนั้นด้วยความรัก”
Sources:

Comments
Post a Comment