โป๊ปต้อนรับผู้นำแองกลิกัน ชี้ความแตกแยกในกลุ่มคริสตชนทำให้พลังในการเป็นผู้นำสันติอ่อนแอลง
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงให้การต้อนรับ แซร่าห์ มัลลัลลี่ อาร์คบิช็อปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ ผู้นำสูงสุดนิกายแองกลิกัน พร้อมรำลึก 60 ปีแห่งการพบปะครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำทั้งสองศาสนจักร
➡️ ทรงย้ำ สันติภาพของพระเจ้าคือสันติภาพที่ “ปราศจากอาวุธ” คริสตชนต้องร่วมกันเป็นประจักษ์พยาน ชี้ความแตกแยกในกลุ่มคริสตชนทำให้พลังในการประกาศข่าวดีและสร้างสันติภาพบนโลกอ่อนแอลง
➡️ ทรงชี้ แม้เส้นทางสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตชนจะซับซ้อนและมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการร่วมกันประกาศพระเยซูให้โลกรู้
➡️ ทรงยกคำสอนของโป๊ปฟรานซิสมาเตือนสติ “มันเป็นเรื่องน่าอัปยศ ถ้าเราไม่เดินต่อไปเพื่อก้าวข้ามความแตกต่างของเรา ไม่ว่ามันจะดูยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม”
ช่วงสายวันจันทร์ที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงต้อนรับ แซร่าห์ มัลลัลลี่ อาร์คบิช็อปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ ผู้นำสูงสุดแห่งศาสนจักรแองกลิกัน ที่มาเข้าเฝ้า พร้อมร่วมสวดภาวนากับพระสันตะปาปาในวัดน้อยอูร์บาโน่ ที่ 8
ในส่วนของใจความสำคัญของสิ่งที่พระสันตะปาปาตรัสกับผู้นำศาสนจักรแองกลิกัน Pope Report สรุปมาให้ดังนี้
1. รำลึก 60 ปี การพบปะครั้งประวัติศาสตร์คาทอลิก-แองกลิกัน
พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการต้อนรับและรำลึกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองศาสนจักร โดยเฉพาะการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
ผู้นำสูงสุดของศาสนจักรคาทอลิก ตรัสว่า “การมาเยือนของท่านทำให้ระลึกถึงการพบปะอันน่าจดจำระหว่าง นักบุญเปาโล ที่ 6 และอาร์คบิช็อป ไมเคิ่ล แรมซี่ย์ เมื่อหกสิบปีที่แล้ว ... นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาร์คบิช็อปแห่งแคนเทอร์เบอรี่และบิช็อปแห่งกรุงโรมยังคงพบปะกันเพื่อร่วมสวดภาวนาอย่างต่อเนื่อง และพ่อยินดีที่เรากำลังสืบทอดธรรมเนียมนี้ต่อไปในวันนี้”
นอกจากนี้ บิช็อปแห่งกรุงโรมยังขอบคุณพันธกิจของศูนย์แองกลิกันในกรุงโรมที่ก่อตั้งมาครบ 60 ปี อีกด้วย
2. ความแตกแยกของคริสตชน ทำให้พลังสร้างสันติภาพบนโลกอ่อนแอลง
จากนั้น พระสันตะปาปาได้กล่าวถึงสันติภาพของพระคริสต์ผู้กลับคืนชีพว่าเป็นสันติภาพที่ “ปราศจากอาวุธ” ซึ่งคริสตชนทุกคนถูกเรียกให้เป็นผู้นำสารนี้ไปสู่โลกที่กำลังบอบช้ำ
พระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยนตรัสว่า “ในขณะที่โลกที่กำลังทนทุกข์ของเราต้องการสันติภาพของพระคริสต์อย่างยิ่ง ความแตกแยกในกลุ่มคริสตชนทำให้ความสามารถของเราในการเป็นผู้นำสันติอ่อนแอลง หากต้องการให้โลกรับฟังการประกาศข่าวดีของเราอย่างตั้งใจ เราต้องสวดภาวนาและพยายามอย่างสม่ำเสมอเพื่อขจัดอุปสรรคใดๆ ที่ขัดขวางการประกาศพระวรสาร”
“การที่คริสตชนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อประกาศข่าวดีให้เกิดผลมากขึ้น เป็นเรื่องหลักตลอดพันธกิจของพ่อเอง แท้จริงแล้วสิ่งนี้สะท้อนอยู่ในคติพจน์ที่พ่อเลือกเมื่อตอนเป็นบิช็อปว่า ‘ในพระองค์ผู้เดียว ซึ่งคือพระคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน’ (In Illo uno unum)” พระสันตะปาปา ตรัส
3. อย่าให้ปัญหาใหม่ มาขัดขวางการร่วมกันประกาศพระเยซูคริสต์
พระสันตะปาปาทรงยอมรับตามความเป็นจริงว่า การเดินทางเพื่อแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกันมีความซับซ้อน แม้จะแก้ปัญหาในอดีตได้ แต่ก็มีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องไม่ใช่ข้ออ้างในการหยุดเดินหน้า
พระสันตะปาปาชาวอเมริกันตรัสอย่างหนักแน่นว่า “แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในบางประเด็นที่เคยสร้างความแตกแยกในอดีต แต่ปัญหาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้การแยกแยะเส้นทางสู่ความสนิทสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบยากยิ่งขึ้น พ่อทราบดีว่าศาสนจักรแองกลิกันกำลังเผชิญกับคำถามทำนองเดียวกันนี้หลายข้อในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ปล่อยให้ความท้าทายเหล่านี้ มาขัดขวางเราจากการใช้ทุกโอกาสที่เป็นไปได้ เพื่อร่วมกันประกาศพระคริสต์ให้โลกรับรู้”
4. เป็นเรื่องน่าอัปยศ หากเราไม่พยายามก้าวข้ามความแตกต่าง
ตอนท้าย พระสันตะปาปาเลโอ ได้อ้างอิงคำสอนของ พระสันตะปาปา ฟรานซิส พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองศาสนจักรก้าวเดินต่อไปในการเสวนาและมิตรภาพ
พระสันตะปาปาตรัสว่า “เหมือนที่อดีตพระสันตะปาปาอันเป็นที่รักของพ่อ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ตรัสกับบรรดาผู้นำสูงสุดของนิกายแองกลิกันในปี 2024 ว่า ‘มันจะเป็นเรื่องน่าอัปยศ ถ้าเป็นเพราะความแตกแยกของเรา ที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุถึงกระแสเรียกที่มีร่วมกันในการทำให้ผู้คนรู้จักพระคริสต์ได้’ ในส่วนของพ่อ พ่อขอเสริมว่า มันจะเป็นเรื่องน่าอัปยศเช่นกัน หากเราไม่เดินหน้าทำงานเพื่อก้าวข้ามความแตกต่างของเราต่อไป ไม่ว่ามันจะดูยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม”
“ขณะที่เรายังคงร่วมเดินทางไปด้วยกันในมิตรภาพและการเสวนา ขอให้เราสวดภาวนาเพื่อขอให้พระจิตนำทางการก้าวเดินของเรา ขณะที่เราแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับศิษย์ทุกคนของพระองค์ด้วยความถ่อมตน” พระสันตะปาปาตรัสปิดท้าย
Source:

Comments
Post a Comment