โป๊ปย้ำสงฆ์คาทอลิก “ยุคนี้ การรอโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ไม่พอแล้ว เราต้องก้าวออกไปประกาศข่าวดี เพราะยุคนี้ คนไม่เดินเข้าวัดเองเหมือนเมื่อก่อน”

  • โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำสงฆ์คาทอลิกกรุงโรม งานอภิบาลไม่ใช่แค่การรอโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้อง “ก้าวออกไป” ประกาศข่าวดี เพราะสังคมเปลี่ยนไป คนไม่เดินเข้าวัดเองเหมือนสมัยก่อน
  • ทรงเตือนสติ สงฆ์คาทอลิก “อย่าทำงานแบบฉายเดี่ยวและยึดติดกับวัดตัวเองโดยไม่สนใจใคร” นอกจากนี้ คริสตชนยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตติดกับเขตวัดเหมือนยุคก่อน แต่ละวัดคาทอลิกจึงต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำงานทับซ้อนกัน เพราะมันจะทำให้ทุกฝ่ายเหนื่อยแบบไม่จำเป็น
  • ทรงให้กำลังใจสงฆ์คาทอลิกรุ่นใหม่ อย่าแบกโลกไว้คนเดียวจนหมดไฟ เพราะการเป็นสงฆ์ยุคนี้ยากกว่าและได้รับคำชมน้อยกว่าสมัยก่อน มันอาจทำให้หลายคนท้อแท้ สะสมความคับข้องใจ และเข้าสู่ความโดดเดี่ยว



ช่วงสายวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะและให้โอวาทแก่คณะสงฆ์คาทอลิกแห่งเขตศาสนปกครองกรุงโรม ภายในหอประชุมเปาโล ที่ 6 นครรัฐวาติกัน โอกาสนี้ พระสันตะปาปาได้ตรัสสอนใจความสำคัญ 3 ประการ เพื่อกระตุ้นเตือนจิตวิญญาณของศาสนบริกรเหล่านี้ ซึ่ง Pope Report สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้


1. จงจุดไฟอภิบาลให้ลุกโชนอีกครั้ง


พระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยการย้ำเตือนว่า แม้ไฟแห่งพระจิตจะถูกจุดขึ้นแล้วในศาสนจักร แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า บางครั้งไฟนั้นก็มอดลงได้จากความเหนื่อยล้า ความซ้ำซากจำเจ และกระแสสังคมที่คนเริ่มห่างเหินจากศาสนา


พระสันตะปาปาทรงยกคำสอนของนักบุญเปาโลที่บอกทิโมธีว่า “จงทำให้พระพรของพระเจ้าลุกโชติช่วงขึ้นอีก” จากนั้น ทรงอ้างอิงคำสอนของพระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่เปรียบเทียบเรื่องนี้ว่าเหมือน "คนที่เป่าไฟเพื่อทำให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง" จากถ่านที่คุอยู่ใต้เถ้าถ่าน


“ไฟถูกจุดขึ้นแล้ว แต่จำเป็นต้องทำให้มันลุกโชติช่วงขึ้นใหม่อยู่เสมอ ... เราต้องยอมรับด้วยความถ่อมตนว่าเปลวไฟของไฟดวงนี้ไม่ได้รักษาความมีชีวิตชีวาไว้เท่าเดิมเสมอไป และจำเป็นต้องได้รับการจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือท้อแท้ใจเนื่องจากความเหินห่างต่อความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาที่เพิ่มมากขึ้น” พระสันตะปาปา ตรัสสอน


2. แค่ “โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์” ไม่พอ ต้อง “ก้าวออกไป” ประกาศข่าวดี


พระสันตะปาปายังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของ “งานอภิบาลแบบดั้งเดิม” ที่สงฆ์เน้นแต่การรอโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยหวังว่าครอบครัวกับสังคมจะช่วยสอนความเชื่อให้เด็กรุ่นใหม่เอง ความคิดแบบนี้ “ล้าสมัย” ไปแล้วในมุมของพระสันตะปาปาจากคณะออกัสติเนี่ยน


“มันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องกลับไปประกาศพระวรสารด้วยความถ่อมตน นี่คือสิ่งสำคัญอันดับแรก เราต้องทำโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองท้อแท้ เราต้องยอมรับว่า ประชากรที่รับศีลล้างบาปแล้วของเรา บางส่วนไม่ได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักร และสิ่งนี้เชิญชวนให้เราเฝ้าระวังการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์โดยปราศจากการประกาศข่าวดีรูปแบบอื่นๆ”


พระสันตะปาปายังแนะให้วัดคาทอลิกปรับรูปแบบการสอนคำสอนไม่ให้เป็นเหมือน “การไปโรงเรียน” แต่ต้องหาวิธีใหม่ๆ ที่เข้าถึงใจเยาวชนและครอบครัวให้ได้


3. “อย่าทำงานแบบฉายเดี่ยว” ทุกวัดคาทอลิกต้องร่วมมือกัน


พระสันตะปาปาทรงขอให้เขตวัดคาทอลิกต่างๆ เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน เพราะปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้ใช้ชีวิตติดกับเขตวัดคาทอลิกเหมือนในอดีตอีกต่อไป


“ในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างกรุงโรม จำเป็นต้องเอาชนะการประจญให้สนใจแต่เรื่องของตัวเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าเกินควรและการกระจัดกระจาย ทั้งนี้ เพื่อให้เราทำงานร่วมกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเขตวัดคาทอลิกที่อยู่ใกล้เคียงกัน จงหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่ทับซ้อนกัน”


นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดกับเยาวชน ซึ่งหลายคน “ดำเนินชีวิตโดยไม่มีการอ้างอิงถึงพระเจ้าและศาสนจักรอีกต่อไป” แม้ศาสนจักรจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายดายและเห็นผลทันที แต่พระองค์ทรงขอให้สงฆ์คาทอลิกรับฟัง ต้อนรับ และพยายามเข้าไปร่วมมือกับโรงเรียนหรือผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เพื่อช่วยดูแลเยาวชนเหล่านี้


“มันเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจและตีความความอึดอัดในการมีชีวิตอยู่อย่างลึกซึ้งที่อยู่ในตัวพวกเขา รวมไปถึงความสับสนของ ความยากลำบาก ตลอดจนปรากฏการณ์ที่ดึงพวกเขาเข้าสู่โลกเสมือน และยังมีอาการของความก้าวร้าวที่น่ากังวล ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ความรุนแรง พ่อรู้ว่าพวกท่านตระหนักถึงเรื่องนี้และมุ่งมั่นที่จะรับมือกับมัน เราไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายดายซึ่งจะรับประกันผลลัพธ์ในทันที แต่เราสามารถรับฟังคนหนุ่มสาว ยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อต้อนรับพวกเขา” พระสันตะปาปา ทรงย้ำ


4. ให้กำลังใจสงฆ์รุ่นใหม่ อย่าปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ อย่าแบกโลกไว้คนเดียว


ช่วงท้าย พระสันตะปาปาหันไปตรัสกับบรรดาสงฆ์คาทอลิกรุ่นใหม่ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พระองค์เข้าใจดีว่า การเป็นสงฆ์ในยุคนี้ยากกว่าและได้รับคำชมน้อยกว่าสมัยก่อน ซึ่งอาจทำให้หลายคนหมดไฟและท้อแท้จนเสี่ยงที่จะใช้พลังงานจนหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว สะสมความคับข้องใจ และตกลงสู่ความโดดเดี่ยว


“ในสังคมที่ยากลำบากนี้ พ่อรู้ว่าพวกท่านเสี่ยงที่จะหมดพลัง สะสมความผิดหวัง และรู้สึกโดดเดี่ยว อย่ากลัวที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แม้แต่เกี่ยวกับความเหนื่อยล้าและวิกฤติของพวกท่าน โดยเฉพาะกับเพื่อนสงฆ์ที่ท่านคิดว่าจะสามารถช่วยท่านได้ จงซื่อสัตย์ในการภาวนากับพระเจ้าทุกวัน และทำงานด้วยความกระตือรือร้น แม้ว่าวันนี้จะยังไม่เห็นดอกผลของงานแพร่ธรรมก็ตาม” พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย


Source:


- https://www.vatican.va/content/leo-xiv/it/speeches/2026/february/documents/20260219-clero-romano.html 


Comments