Instagram

18 August 2010

ฟาติมาสาร - สรุปข่าวพระสันตะปาปาและวาติกันในรอบปี 2009



               ตามธรรมเนียมปฏิบัติของ “คาทอลิก เวิลด์ ทัวร์” เมื่อถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี เราจะต้องมีการสรุปข่าวเด่นให้ผู้อ่านได้ทบทวนว่า ในรอบ 365 วันที่ผ่านมานี้ มีเหตุการณ์สำคัญใดบ้างเกิดขึ้น ปีนี้ก็เช่นกัน แม้ตัวผมจะไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่ก็ไม่ลืมธรรมเนียมปฏิบัตินี้แน่นอน   ....

               24 มกราคม – “วาติกันเปิดช่องคลิปวิดีโอบนยูทูบ” จุดประสงค์หลักของการเปิดช่องทางสื่อสารนี้ ก็เพื่อนำเสนอข่าวพระสันตะปาปาและวาติกันให้ผู้สนใจได้ติดตามแบบใกล้ชิด พระอัครสังฆราช เคลาดิโอ เชลลี่ ประธานสมณสภาสื่อสารสังคมและยังเป็นผู้รับผิดชอบการเซ็นสัญญา เผยว่า พระสันตะปาปาตัดสินพระทัยให้เซ็นสัญญากับกูเกิล (บริษัทแม่ของยูทูบ) ด้วยพระองค์เอง ทางด้านกูเกิลสุดภูมิใจ พร้อมบอกว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่สันตะสำนักเลือกใช้บริการ

               25 มกราคม – “พระสันตะปาปายกเลิกโทษขับไล่ 4 พระสังฆราชกลุ่มเลอแฟ็บวร์” พระสันตะปาปาตัดสินพระทัยยกเลิกกฤษฏีกาขับไล่ 4 พระสังฆราชแห่งสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ซึ่งได้รับการบวชเป็นพระสังฆราชโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 

               สาเหตุที่พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงอภัยโทษก็เพราะพระองค์ต้องการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและลดความบาดหมางในพระศาสนจักรคาทอลิก อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาย้ำว่า การยกเลิกโทษขับไล่มีผลต่อตัวบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่ต่อตัวสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 เพราะในความเป็นจริง สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ยังไม่ได้ถูกรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ดังนั้น แม้พระสังฆราชทั้งสี่จะได้รับการอภัยโทษ แต่พวกเขาและสมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงสถานะของสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ก็ไม่มีอำนาจอย่างถูกต้องในการทำงานอภิบาลภายในพระศาสนจักรคาทอลิก

               18 มีนาคม – “พระสันตะปาปาย้ำถุงยางอนามัยไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาโรคเอดส์” กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อนักข่าวจรรยาบรรณแย่หลายคนนำพระดำรัสพระสันตะปาปามาบิดเบือน พวกเขานำเสนอคำพูดของพระสันตะปาปาเพียงเท่านี้ แต่ไม่รายงานว่าทำไมพระองค์ถึงคิดแบบนั้น เพราะในความเป็นจริง พระสันตะปาปาทรงต้องการจะสื่อว่า “ต่อให้คุณจะแจกถุงยางอนามัยมากเท่าไหร่ แต่ถ้ามนุษย์ยังทำนิสัยมักมากในกาม โรคเอดส์ก็ไม่มีวันหมดสิ้นไปอยู่ดี ฉะนั้น ทางป้องกันโรคเอดส์ที่ดีที่สุด ก็คือ การยึดมั่นในคำสอนของพระศาสนจักรที่ว่าด้วย การรักเดียวใจเดียวและการซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง”

 

               26 เมษายน และ 11 ตุลาคม – “สถาปนานักบุญใหม่ 10 องค์” นักบุญใหม่ในรอบปี 2009 มีดังนี้ นักบุญอาร์คันเจโล่ ตาดินี่, นักบุญแบร์นาโด้ โตโลเม นักบุญเจร์ตรูเด้ โคเมนโซลี่ นักบุญคาเตริน่า วอลปิเชลลี่ นักบุญนูโน่ อัลวาเรซ เปเรยร่า (ทั้งหมดได้รับการสถาปนาวันที่ 26 เมษายน) นักบุญซิกมุนด์ เฟลินสกี้ นักบุญโยเซฟ ดาเมี่ยน เด ฟ๊อยส์เตอร์ นักบุญฟรานซิสโก้ โกลี กีตาร์ต นักบุญราฟาเอล อาร์นาอิซ บารอน และนักบุญฌองเน่ ชูก็อง (ทั้งหมดได้รับการสถาปนาวันที่ 11 ตุลาคม)

               สาเหตุที่การสถาปนานักบุญประจำปี 2009 จำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 รอบ เพราะถ้าจัดรอบเดียวกันหมด คนมาร่วมงานน่าจะทะลุ 120,000 คนแน่ๆ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสไปร่วมการสถาปนานักบุญในวันที่ 11 ตุลาคม บอกได้คำเดียวว่า บรรยากาศสุดประทับใจจริงๆ




ถือเป็นความโชคดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ไปร่วมมิสซาสถาปนานักบุญใหม่

               8-15 พฤษภาคม – “พระสันตะปาปาแสวงบุญแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี พระสันตะปาปาทรงพยายามสุดความสามารถในการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ พระองค์ได้เสด็จไปภาวนา ณ สถานที่สำคัญๆในพระคัมภีร์ ไล่ตั้งแต่ภูเขาเนโบที่โมเสสสิ้นใจ เบ็ธเลเฮม นาซาเร็ธ แม่น้ำจอร์แดน ห้องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย และคูหาฝังพระศพของพระเยซู ซึ่งเป็นสถานที่พระองค์ทรงกลับคืนชีพ

               19 มิถุนายน – “พระสันตะปาปาเปิดปีพระสงฆ์” พระสันตะปาปาเทศน์ในการสวดทำวัตรเย็นเปิดปีพระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์ต้องแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับ ดำเนินชีวิตดุจประจักษ์พยานยืนยันถึงความรักของพระเจ้า นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงย้ำอย่างหนักแน่น ความเจ็บปวดที่พระศาสนจักรต้องประสบ ไม่มีอะไรสาหัสไปกว่าบาปที่เกิดจากพระสงฆ์ทำผิดเอง พร้อมกันนี้ ทรงเปรียบเปรยว่า พระสงฆ์ที่ทำผิดต่อคำมั่นสัญญาที่ให้กับพระเจ้า ไม่ต่างไปจากคนเลี้ยงแกะที่ปลอมตัวมาเป็นโจรขโมยแกะเสียเอง”

               ในส่วนของปีพระสงฆ์ ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2009 ถึง 19 มิถุนายน 2010 โดยพระสันตะปาปายังประกาศให้ “นักบุญจอห์น มารีย์ เวียนเนย์” เป็นองค์อุปถัมภ์ของพระสงฆ์คาทอลิกทั่วโลก

               28 มิถุนายน “ปิดปีนักบุญเปาโลและขุดพบโลงศพนักบุญเปาโล” ปีที่แล้ว “พระคาร์ดินัล อันเดรีย คอร์เดโร่ ลานซ่า ดิ มอนเตเซโมโล่” อัครสงฆ์ผู้ดูแลมหาวิหารนักบุญเปาโล นอกกำแพงกรุงโรม ได้ทูลขออนุญาตจากพระสันตะปาปา เพื่อให้นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ทำการสำรวจว่า ตกลงแล้ว เศษกระดูกในโลงหินใต้พระแท่นมหาวิหารเป็นของใคร โลงหินดังกล่าวสลักตัวอักษรบนฝาโลงว่า “เปาโล อัครสาวกและมรณสักขี – PAULO APOSTOLO MART(YRI)”





โลงศพของนักบุญเปาโล


               เมื่อทราบผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พระสันตะปาปาจึงแจ้งให้ทราบว่า เศษกระดูกในโลงหินเป็นของนักบุญเปาโลอย่างแน่นอน เพราะจากการคำนวณอายุกระดูกและโลงหินด้วยคาร์บอน 14 (ธาตุกัมมันตรังสีใช้คำนวณอายุวัตถุโบราณหรือซากดึกดำบรรพ์) ปรากฏว่า เป็นของคนที่มีชีวิตระหว่างศตวรรษที่ 1 ถึง ศตวรรษที่ 2 เรื่องนี้ ได้สร้างความดีใจให้กับคริสตังทุกคนเป็นอย่างมาก

               7 กรกฏาคม – “พระสันตะปาปาทรงออกสมณสาส์นรักในความจริง” สมณสาส์นนี้ มีทั้งหมด 6 บท (รวม 79 ข้อ) เนื้อหาหลักๆ เน้นที่การพัฒนามนุษย์ในด้านความรักและการแสวงหาสัจธรรมความจริง เช่นเดียวกับ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้หลักศีลธรรมเข้ามาช่วย

               17 กรกฏาคม – “พระสันตะปาปาหกล้มในห้องน้ำและกระดูกข้อมือร้าว” พระสันตะปาปาทรงตื่นบรรทมกลางดึกเพื่อไปเข้าห้องน้ำ แต่โชคไม่ดี พระองค์ทรงลื่นหกล้มระหว่างการหาสวิตช์ไฟ ทำให้กระดูกแขนขวาร้าวและต้องเข้ารับการผ่าตัด กระนั้น ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล


พระสันตะปาปาระหว่างการพักฟื้นจากอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ


               9 พฤศจิกายน – “พระศาสนจักรคาทอลิกเปิดประตูต้อนรับชาวแองกลิกัน” พระสันตะปาปาทรงออกสังฆธรรมนูญ (APOSTOLIC CONSTITUTION) ชื่อว่า “กลุ่มของแองกลิกัน” (ANGLICANORUM COETIBUS) เนื้อหาภายในเป็นการอนุญาตให้คริสตชนแองกลิกันสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกได้ สาเหตุที่พระสันตะปาปาทรงออกสังฆธรรมนูญนี้ ก็เพราะมีชาวแองกลิกันหัวอนุรักษ์นิยมจำนวนมาก รับไม่ได้ที่ภายในแองกลิกันเอง มีการอนุญาตให้บวชสตรีเป็นพระสงฆ์, บวชชาวรักร่วมเพศเป็นพระสังฆราช และก็อนุญาตให้ชาวรักร่วมเพศแต่งงานกันได้ เมื่อคนที่รับไม่ได้มีมากขึ้นๆ พวกเขาก็เลยส่งหนังสือมาวาติกัน เพื่อขอร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกซึ่งยืนหยัดหนักแน่นในจุดยืนเรื่องนี้เสมอมา (แองกลิกันของอังกฤษ นำโดย อาร์คบิช็อป โรแวน วิลเลี่ยมส์ อาร์คบิช็อปแห่งแคนเทอเบรี่ ก็ประสงค์จะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับคาทอลิกด้วย)



พระสันตะปาปากับ อาร์คบิช็อป โรแวน วิลเลี่ยมส์


               สำหรับสังฆธรรมนูญนี้ วาติกันอนุญาตให้ชาวแองกลิกันประกอบพิธีตามจารีตของตนได้ ในส่วนบาทหลวงแองกลิกันที่แต่งงานแล้ว จะไม่สามารถบวชเป็นพระสังฆราชคาทอลิกได้ แต่บาทหลวงแองกลิกันที่ครองตนเป็นโสด สามารถบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกได้ แต่ต้องทำตามระเบียบที่สังฆธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้อย่างเคร่งครัด

               ในประเทศสวีเดนที่ผมอยู่นี้ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลสำรวจออกมาว่า จำนวนคริสตชนนิกายศาสนจักรแห่งสวีเดน (CHURCH OF SWEDEN) ลดลงอย่างมาก เนื่องจากพวกเขารับไม่ได้กับการอนุญาตให้มีการบวชชาวรักร่วมเพศเป็นพระสงฆ์และพระสังฆราช (ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สวีเดนมีการแต่งตั้งพระสังฆราชเลสเบี้ยน ทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ... วาติกันก็ออกมาวิจารณ์ด้วยเช่นกัน)

               17 พฤศจิกายน – “กระบวนการพิจารณา โป๊ป จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศี ผ่านไปอีกขั้นแล้ว” สื่อมวลชนคาทอลิกต่างประเทศทุกสำนัก พร้อมใจรายงานว่า สมาชิกของสมณกระทรวงประกาศการเป็นนักบุญ ตัดสินใจลงคะแนนให้กระบวนการพิจารณา สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศี ผ่านไปอีกหนึ่งขั้นตอน โดยถ้าเมื่อไหร่ที่ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ลงพระนามอนุมัติอย่างเป็นทางการ คำนำหน้าของ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 จะเปลี่ยนจาก “ผู้รับใช้ของพระเจ้า” (SERVANT OF GOD) มาเป็น “ผู้ที่น่าเคารพ” (VENERABLE) ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะได้รับการประกาศให้เป็น “บุญราศี” (BLESSED)

               11 ธันวาคม – พระสันตะปาปา “โกรธจัด” กับปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์ จัดเป็นข่าวอื้อฉาวส่งท้ายปีเลยทีเดียว คนที่อ่านฟาติมาสารเป็นประจำ น่าจะจำได้ว่า ผมเคยเขียนถึงปัญหานี้ไปแล้ว พระสันตะปาปาทรงเรียก “พระคาร์ดินัล ฌอน เบรดี้” ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งไอร์แลนด์ และ “พระอัครสังฆราช เดียร์มูร์ มาร์ติน” ประมุขอัครสังฆมณฑลดับลิน มาประชุมเพื่อหาทางจัดการปัญหาดังกล่าวเป็นเวลาเกือบ 90 นาที การประชุมเป็นไปแบบตึงเครียด โดยมีการเปิดเผยว่าผู้เข้าร่วมการประชุมเป็นพระคาร์ดินัลระดับเจ้ากระทรวงในวาติกันแทบทุกคน และหลังการประชุมจบลง พระคาร์ดินัลเบรดี้ให้สัมภาษณ์ว่า “พระสันตะปาปาผิดหวังและโกรธมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น” ขณะเดียวกัน พระสันตะปาปาทรงอนุมัติใบลาออกของ “พระสังฆราช โดนัล เมอร์เรย์” ที่แสดงความรับผิดชอบลาออก หลังจากล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์

               17 ธันวาคม – “เอ็มมานูเอล มิลินโก้ สิ้นสมณศักดิ์สงฆ์แล้ว” ในที่สุด วาติกันก็หมดความอดทนกับการลองดีของมนุษย์เจ้าปัญหาอย่าง “เอ็มมานูเอล มิลินโก้” พระอัครสังฆราชชาวแซมเบียผู้ถูกขับไล่ออกจากพระศาสนจักร เมื่อล่าสุด มีแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า พระสันตะปาปาทรงอนุมัติให้สมณศักดิ์สงฆ์ของมิลินโก้สิ้นสุดลง เนื่องจากสิ่งที่มิลินโก้กระทำ ถือเป็น “อาชญากรรมทำลายล้างเอกภาพในพระศาสนจักร เฉพาะอย่างยิ่ง การรณรงค์ให้พระสังฆราชและพระสงฆ์คาทอลิกแต่งงานได้”


เอ็มมานูเอล มิลินโก้ ผู้สนับสนุนหัวรุนแรงให้สงฆ์คาทอลิกแต่งงานได้


               ทั้งนี้ เอ็มมานูเอล มิลินโก้ ได้ถูกพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เรียกตัวมาสอบสวน ภายหลังเจ้าตัวเข้าพิธีสมรสกับ “มาเรีย ซอง” ผู้นำลัทธิมูนในเกาหลีใต้ (มิลินโก้แต่งงานในวัย 71 ปี ทั้งที่ๆตนเองเป็นพระอัครสังฆราชอยู่ด้วย) อย่างไรก็ตาม มิลินโก้ ปฏิเสธจะกลับใจ เขายังเดินหน้ารณรงค์แนวคิดบ้าๆอย่างไม่หยุดหย่อน พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 จึงสั่งขับไล่เขาออกจากพระศาสนจักรเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2006 แต่กระนั้น เมื่อยังบ้าไม่หยุดอีก พระสันตะปาปาจึงใช้มาตรการลงโทษขั้นสูงสุด ก็คือ ให้สิ้นสุดสมณศักดิ์สงฆ์ทันที

               ค.ศ. 2010 “พระสันตะปาปาเสด็จไปไหนบ้าง” ข้อมูลที่ผมได้รับมาในตอนนี้ พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือน 3 ประเทศ ได้แก่ มอลตา (18-19 เมษายน) ฟาติมา โปรตุเกส (12-15 พฤษภาคม) ไซปรัส (4-6 มิถุนายน) ... ผมตั้งใจว่า ช่วงที่พระสันตะปาปาไปฟาติมา ผมก็จะบินตามไปเหมือนกัน (แต่ไม่รู้จะทำได้ตามที่วางแผนไหม)


สุขสันต์วันพระคริสตสมภพและสวัสดีปีใหม่ครับ


AVE   MARIA






0 comments:

Post a Comment

 
Contact: editor@popereport.com